Tag: สุขภาพเด็กและทารก

  • วิธีการเลือกประกันสุขภาพสำหรับเด็ก

    วิธีการเลือกประกันสุขภาพสำหรับเด็ก

    วิธีการเลือกประกันสุขภาพสำหรับเด็ก

    สวัสดีค่ะ
    บทความนี้เราจะมาพูดคุยเกี่ยวกับประกันสุขภาพสำหรับเด็กค่ะ ทำไมต้องซื้อประกันสุขภาพเด็ก และควรเลือกอย่างไรดี วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันค่ะ ตามแอดมินมาเลยจ้า…..

    ทำไมต้องซื้อประกันสุขภาพเด็ก
    เหตุผลที่ทำไมถึงต้องทำประกันสุขภาพเด็กโดยเฉพาะทารกนั้น เนื่องจากระบบภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆต่ำ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย เจ็บป่วยได้บ่อยๆ อีกทั้งโรคหลายๆโรคก็มีการพัฒนากลายพันธุ์ทำให้การรักษาทำได้ยากขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากขึ้นตามมาด้วย ดังนั้น การทำประกันสุขภาพเด็กจึงเป็นเหมือนหลักประกันที่จะช่วยบรรเทาค่ารักษาพยาบาลคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องควักเงินจ่ายเองเป็นก้อนๆ และยังทำให้มั่นใจได้ว่าเมื่อลูกป่วยก็จะได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและมีคุณภาพค่ะ

    การเลือกซื้อประกันสุขภาพสำหรับเด็ก
    การเลือกประกันสุขภาพสำหรับเด็ก ยังคงเป็นเรื่องที่เข้าใจยากสำหรับคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่าน เนื่องด้วยแพ็กเกจประกันสุขภาพที่มีออกมามากมายจากหลายๆบริษัท จะเสียเงินทั้งทีก็ต้องดูเงื่อนไขให้ถี่ถ้วนค่ะเดี๋ยวจะได้ไม่คุ้มที่เสียไปค่ะ ซึ่งหลักๆก็จะขึ้นอยู่กับที่ความพึงพอใจของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ วันนี้เราจึงขอหยิบยกประเด็นที่น่าสนใจมาฝากค่ะ

    1. ความคุ้มครองโรคยอดฮิตในเด็ก เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก อาหารเป็นพิษ ไวรัสลงกระเพาะ มือเท้าปาก หรืออีสุกอีใส เป็นต้น

    2. การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่มีความเสี่ยงในเด็กเล็ก และค่าใช้จ่ายในการรักษาโดยประมาณอยู่ที่เท่าใด ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถหาข้อมูลได้จากโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษาอยู่เป็นประจำ หรือจากคนที่เคยมีประสบการณ์ดังกล่าว ตัวแทนประกัน เช่น ค่าแพทย์ ค่าบริการพยาบาล ค่าห้อง ซึ่งกรณีที่คุณแม่เลือกราคาห้องที่สูงก็จะทำให้จะทำให้เบี้ยประกันสูงตามไปด้วยค่ะ ฯลฯ เพื่อป้องกันการซื้อประกันสุขภาพที่มีราคาสูงจนเกินจำเป็นค่ะ

    3. ศึกษารายละเอียดของกรมธรรม์และควรเลือกที่เหมาะสมกับลูกที่สุดและตรงกับความต้องการ เพื่อที่จะได้ไม่เกินวงเงินจนต้องจ่ายส่วนต่างมากหลังใช้บริการค่ะ เช่น เริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่อายุเท่าไร ประหยัดและคุ้มค่ากับเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายไปทุกปีหรือไม่ รวมถึงค่าชดเชยในกรณีของผู้ป่วยนอก เป็นต้น

    3. ค่าเบี้ยประกันและวงเงินคุ้มครองต่อครั้งหรือต่อปี ควรเลือกทำประกันที่มีความสอดคล้องกับความสามารถของกำลังทรัพย์ของแต่ละท่านด้วยค่ะ เพราะการทำประสุขภาพสำหรับเด็กเป็นการส่งเบี้ยระยะยาวจนกว่าจะหมดอายุประกันค่ะ

    5. การออมเงินไปพร้อมกับการประกันสุขภาพ หรือประกันสะสมทรัพย์ คือ การซื้อประกันนี้จะมีเงินคืนเมื่อครบอายุสัญญา และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านนิยมซื้อประกันให้ลูก เพื่อเก็บไว้เป็นทุนการศึกษา พร้อมทั้งประกันความเสี่ยงยามลูกเจ็บป่วยได้ด้วย แต่ประกันประเภทนี้จะมีค่าเบี้ยประกันสูงกว่าประกันสุขภาพชนิดไม่มีเงินคืนค่ะ

    6. ศึกษาข้อมูลบริษัทประกันและการเลือกซื้อจากตัวแทนประกันเป็นอีกหนึ่งสิงที่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญค่ะ มีความนัยเชื่อถือ ให้ข้อมูลอย่างจริงใจตรงไปตรงมา ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบสูง และติดต่อง่ายในยามที่ต้องใช้บริการหรือข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ

    นอกจากนี้ ก่อนการตัดสินใจการชื้อประกันคุณพ่อคุณแม่ควรศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขที่อยู่ในกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทอย่างละเอียด หรือเปรียบเทียบหลายๆบริษัท เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองและคุ้มกับค่าเบี้ยประที่ตรงกับความต้องการของคุณที่สุดค่ะ และการซื้อประกันสุขภาพสำหรับเด็กแรกเกิดหรือเด็กเล็กสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วยนะค่ะ

  • บัตรทองประกันสุขภาพสำหรับเด็กไทย

    บัตรทองประกันสุขภาพสำหรับเด็กไทย

    บัตรทองประกันสุขภาพสำหรับเด็กไทย
    สวัสดีค่ะ คุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน วันนี้เรามีข้อมูลดีๆเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของบัตรทอง สิทธิการรักษาพยาบาลจากรัฐบาลสำหรับเด็กๆมาฝากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ แต่ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกับสิทธิการรักษาพยาบาลจากรัฐบาลสำหรับประชาชนคนไทยนั้น สามารถแบ่งเป็น 3 ระบบ ได้แก่
    1.สิทธิสวัสดการการรักษาพยาบาลของข้าราชการ
    2.สิทธิประกันสังคม
    3.สิทธิหลักประกันสุขภาพ “สิทธิบัตรทอง” หรือที่เรียกว่า “สิทธิ 30 บาท”
    แต่ในบทความนี้เราจะมาพูดถึง “บัตรทอง” สิทธิประกันสุขภาพสำหรับเด็กไทยและจะมีอะไรบ้างตามมาดูกันเลยค่ะ

    เพราะเด็กไทยเป็นทรัพยากรสำคัญที่สุด เพื่อนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาและความก้าวหน้า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ได้ให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพเด็กเพื่อให้เด็กไทยให้เข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น ส่งเสริมการเจริญเติบโต และการพัฒนาการของเด็กให้เป็นไปอย่างสมวัย โดยจัดสิทธิประโยชน์บัตรทองหรือสิทธิ 30 บาท ดูแลสุขภาพเด็กไทย โดยแบ่งเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเด็กแรกเกิด – 5 ปี และกลุ่มเด็กโตอายุ 6 – 24 ปี ทั้งด้านการรักษาโรคทั่วไป โรคเฉพาะทาง การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ยกเว้นเด็กที่ได้รับสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการของคุณพ่อคุณปม่ หากเจ็บป่วยให้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลตามสิทธิสวัสดิการข้าราชการของพ่อแม่ค่ะ สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับการรักษามีดังนี้

    บัตรทองเด็ก

    สิทธิประโยชน์กลุ่มเด็กแรกเกิดถึง 5 ปี
    สิทธิในการรักษาพยาบาลสำหรับเด็กในกลุ่มนี้ โดยจะครอบคลุมรวมถึงทารกที่ยังอยู่ในครรภ์ โดยจะได้รับการดูแลตั้งแต่คุณแม่ฝากครรภ์ และต่อเนื่องตามระบบฝากครรภ์ตลอดจนถึงคลอด โดยมีการประเมินความเสี่ยงขณะตั้งครรภ์ การให้วัคซีนคอตีบ บาดทะยัก และยาต่างๆ ฯลฯ และเมื่อคลอดแล้วทารกจะได้รับการตรวจสุขภาพแรกเกิด การตรวจคัดกรอง แก้ไขภาวะพร่องไทรอยด์ เพื่อป้องกันภาวะปัญญาอ่อนหรือโรคเอ๋อ และได้รับวิตามิน วัคซีนต่างๆ เช่น วัคซีนรวมดีทีพี วัคซีนตักอักเสบบี วัคซีนปอสิโอ วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก วัคซีนหัด วัคซีน หัดเยอรมันและคางทูม และวัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบเจอี เป็นต้น หลังจากนั้นจะเป็นการเน้นการตรวจพัฒนาการด้านต่างๆของเด็ก ประเมินการเจริญเติบโตของร่างกายที่ต้องเป็นไปตามแต่ละช่วงวัย อาทิ การตรวจสุขภาพทั่วไป การให้วัคซีน การเฝ้าระวังและการป้องกันโรค การประเมินส่งเสริมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ บริการส่งเสริมสุขภาพช่องปากและฟัน รวมถึงให้คำปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ในการดูแลลูกน้อยให้เจริญเติบโตสมวัยค่ะ

    สิทธิประโยชน์กลุ่มเด็กโต (อายุ 6 – 24 ปี)
    สิทธิการรักษาพยาบาลสำหรับเด็กไทยในกลุ่มนี้ เป็นการมุ่งเน้นไปในเรื่องของการดูแลสุขภาพอนามัยโรงเรียน เพราะเด็กในช่วงวัยนี้จะเริ่มตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 1 สำหรับเด็กไม่เคยรับวัคซีนมาก่อนก็จะได้รับวัคซีนในช่วงนี้ แต่สำหรับเด็กที่ได้รับวัคซีนมาแล้วตามช่วงอายุ จะได้รับการกระตุ้นเพิ่มเติมค่ะ เช่น วัคซีนป้องกันวัณโรค วัคซีนป้องกันคอตีบ บาดทะยัก วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ วัคซีนป้องกันหัด หัดเยอรมัน และคางทูม วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล และการตรวจคัดกรองโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งจะได้รับยาเสริมธาตุเหล็กในกรณีพบว่าเด็กมีโลหิตจางจากโรคอื่นๆ เช่น โรคธาลัสซีเมีย หากเป็นชนิดรุนแรงจะได้รับการส่งต่อเพื่อรักษาต่อไป นอกจากนี้เด็กนักเรียนชั้นประถมปีที่ 1 – 6 ทุกคนยังได้รับการคัดกรองและตรวจสุขภาพที่จำเป็น เพื่อนำไปสู่แก้ไขให้เด็กเติบโต พัฒนาการด้านต่างๆอย่างสมวัย ได้แก่ การประเมินภาวะโภชนาการ การคัดกรองเด็กที่มีภาวะสายตาผิดปกติ การตรวจสุขภาพช่องฟัน การเคลือบหลุมร่องฟัน ตามสิทธิการรับบริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

    นอกจากนี้ เด็กที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ เข่น โรคเบาหวน โรคหัวใจ โรคหอบหืด โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลยังหน่วยบริการตามสิทธิภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ค่ะ หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วน สปสช. เบอร์ 1330 (ได้ตลอด 24 ชั่วโมง)

  • ทำไมประกันสุขภาพเด็กจึงมีความสำคัญ

    ทำไมประกันสุขภาพเด็กจึงมีความสำคัญ

    ทำไมประกันสุขภาพสำหรับเด็กจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะเด็กในวัยอนุบาล เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่พบว่าลูกจากที่เคยเป็นเด็กสุขภาพแข็งแรง ไม่เคยป่วยกลับกลายเป็นป่วยบ่อยขึ้น เป็นหวัดไม่หายสักที รวมถึงโรคติดต่อที่พบได้บ่อยในเด็ก เช่น โรคไวรัสลงกระเพาะ โรคมือ เท้า ปาก โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น เนื่องจากการอยู่ร่วมกันของเด็กหลายๆคน การคลุกคลีใกล้ชิดกันของเด็กๆในบริเวณที่จำกัด โรงเรียนจึงเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรียต่างๆมากมาย ทำให้เด็กมีโอกาสที่จะสัมผัสกับเชื้อโรคและสามารถติดเชื้อต่างๆได้ง่าย ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกในวัยนี้เป็นอย่างมาก เพราะการที่เด็กๆเข้าโรงเรียนแล้ว เราจะป้องกันไม่ให้เด็กเจ็บป่วยนั้นเป็นไปได้ยากมากค่ะ เนื่องจากเราไม่สามารถทราบได้เลยว่า ลูกเราจะได้รับเชื้อโรคหรือเชื้อแบคทีเรียอะไรบ้าง และร่างกายของลูกจะมีภูมิต้านทานต่อไวรัสทุกตัวที่มีอยู่หรือไม่ รวมถึงการรักษาพยาบาลในแต่ละครั้งที่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายที่ค่อยข้างแพง เป็นต้น และจะดีกว่าไหมหากมีการเตรียมพร้อมเมื่อลูกเจ็บป่วย ด้วยการทำประกันสุขภาพสำหรับเด็ก จะทำให้ลูกรักได้รับการรักษาที่ดีที่สุด ไม่ต้องลังเลที่จะเลือกโรงพยาบาลทีจะเข้ารับการรักษา และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของคุณพ่อคุณแม่ได้อย่างมากค่ะ

    ทำไมต้องประกันสุขภาพเด็ก

    เหตุผลที่ทำไมประกันสุขภาพสำหรับเด็กจึงมีความสำคัญ
    – เด็กที่มีประกันมักจะมีแหล่งบริการและการดูแลที่ได้มาตรฐานที่ดีที่สุด เพราะสามารถเลือกรับบริการการรักษาจากโรงพยาบาลเอกชนหรือโรงพยาบาลที่ดีที่สุด โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องของค่าใช้จ่ายต่างๆในระหว่างการรักษา เนื่องจากได้รับการคุ้มครองจากการทำประกันนั้นๆค่ะ
    – การได้รับบริการด้านการดูแลสุขภาพตามที่ต้องการ รวมถึงบริการด้านสุขภาพขั้นพื้นฐาน เช่น การฉีดวัคซีน เป็นต้น
    – ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่อุ่นใจ ลดภาระค่าใช้จ่ายต่างๆในการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เพราะการทำประกันเราจะได้รับความคุ้มครองสุขภาพในทุกๆกรณี ไม่ว่าจะเจ็บเพียงเล็กน้อย หรือโรคร้ายแรงตามที่ซื้อประกันไว้ค่ะ
    – ป้องกันการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยที่อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงได้ค่ะ เพราะส่วนใหญ่หากมีการเจ็บป่วยเริ่มต้นจะยังไม่ไปพบแพทย์เนื่องจากกลัวว่าจะต้องเสียค่ารักษาพยาบาลที่แพง และให้ทานยารักษาอาการเบื้องต้นที่พบ ซึ่งบางครั้งการไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีจากแพทย์นั้นสามารถนำไปสู่โรคร้ายแรงได้ค่ะ

    เพราะสุขภาพลูกเป็นสิ่งสำคัญ จะดีกว่าไหมหากเราสามารถวางแผนเรื่องการดูแลสุขภาพของลูกได้ การทำประกันให้กับลูกจึงเป็นทางเลือกที่คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองไม่ควรมองข้ามค่ะ

  • ประกันสุขภาพเด็กควรครอบคุมโรคอะไรบ้าง

    ประกันสุขภาพเด็กควรครอบคุมโรคอะไรบ้าง

    ประกันสุขภาพเด็กควรครอบคุมโรคอะไรบ้าง

    สวัสดีค่ะ จากหลายบทความที่เราได้พูดถึงเรื่องสุขภาพของเด็กๆ โรคยอดฮิตในเด็กแต่ละช่วงวัย และการแพร่ระบาดของเชื้อโรคต่างๆในแต่ละฤดู ที่ต้องระมัดระวังเด็กๆอย่างใกล้ชิด เพราะสุขภาพของลูกเป็นสิ่งสำคัญ หากลูกไม่สบายบ่อยๆย่อมส่งผลต่อพัฒนาการด้านต่างๆของลูก ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสมอง รวมถึงคุณพ่อคุณแม่เมื่อเห็นลูกเจ็บป่วยมีความกังวลใจมาก ทั้งความปลอดภัยของลูกและค่ารักษาพยาบาลที่จะตามมาระหว่างการรักษา ซึ่งในปัจจุบันโรคภัยต่างๆมักที่มีความรุนแรงมากขึ้น และการรักษาในบางโรคที่ค่อนข้างสูงค่ะ ซึ่งสาเหตุที่เด็กๆมักป่วยง่าย โดยเฉพาะเด็กที่เริ่มไปโรงเรียน เนอสเซอรี่ หรือแม้แต่เด็กที่เล่นตามสนามเด็กเล่น ศูนย์การค้าต่างๆ เนื่องจากเด็กจำนวนมากที่มารวมกันอยู่ในบริเวณที่จำกัด การคลุกคลีอยู่ด้วยกันของเด็กๆนั้น เราไม่มีทางทราบได้ว่ามีเด็กคนไหนป่วย หรือสถานที่นั้นๆมีเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียหรือไม่ โรงเรียนหรือสถานที่รับเลี้ยงเด็กเล็กจึงเป็นสถานที่หนึ่งที่มีการสะสมของเชื้อไวรัส แบคทีเรียที่นำไปสู่การเจ็บป่วยของเด็กๆได้ง่าย ถึงแม้ร่างกายของเด็กๆที่กำลังเจริญเติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ระบบภูมิคุ้มกันและภูมิต้านทานโรคของเด็กๆนั้นยังไม่สมบูรณ์มากนัก จึงทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่ายค่ะ เช่น ไข้หวัดที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจมองว่าเป็นโรคธรรมดาที่รักษาง่าย หายง่าย แต่ในเด็กบางรายกลายเป็นหวัดเรื้อรังหายยากและนำไปสู่การติดเชื้ออื่นๆตามค่ะ

    โรคที่พบบ่อยในเด็กและมีความรุนแรง จากการสำรวจของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขพบว่า ในปัจจุบันเด็กๆมีความเสี่ยงเป็นโรคต่างๆและเป็นโรคที่ค่อนข้างรุนแรงสำหรับเด็กตลอดทั้งปี ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่ โรคท้องร่วงในเด็กจากการติดเชื้อไวรัส โรคมือเท้าปาก โรคอิสุกอิใส และโรคไข้เลือดออก ซึ่งในแต่ละโรคดังกล่าวมานี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลและป้องกันให้กับลูกๆได้ในเบื้องต้น เช่น การจำจัดแหล่งเพาะพันธ์ยุง การดูแลรักษาควมสะอาด การฉีดวัคซีน เป็นต้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามการเจ็บป่วยก็ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ และสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาแม้จะมีการป้องกันแล้วก็ตาม

    ประกันสุขภาพเด็กครอบคุมโรคฮิต

    ดังนั้น การทำประกันสุขภาพที่ครอบคลุมโรคต่างๆสำหรับเด็กๆในปัจจุบัน จึงกลายเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะทำให้ลูกได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุด และตอบโจทย์เรื่องการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาให้กับคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งการทำประกันสุขภาพนั้นไม่เพียงแต่ครอบคลุมในการรักษาโรคต่างๆแล้ว ยังคุ้มครองในเรื่องของบริการรถพยาบาลฉุกเฉิน การเข้ารักษาพยาบาลเป็นผู้ป่วยในเมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลโดยไม่ต้องสำรองเงินจ่ายก่อน การให้คำปรึกษาจากแพทย์ทั่วไปและแพทย์เฉพาะทาง ฯลฯ (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทประกันฯกำหนด)

    ทั้งนี้ ก่อนการซื้อประกันสุขภาพสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ควรคำนึงถึงมากที่สุดคือ การศึกษารายละเอียดของกรมธรรม์ เปรียบเทียบประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำประกันของแต่ละบริษัทประกัน และจะต้องเป็นการทำประกันที่ไม่เพิ่มภาระทางการเงินของคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งการทำประกันสุขภาพให้กับลูกรักควรครอบคุมถึงโรคยอดนิยมให้เด็กด้วยค่ะ เพื่อความสบายใจทางการเงินและให้ได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดกับการทำประกันสุขภาพในแต่ละครั้งค่ะ

  • ทำไมลูกเข้าโรงเรียนแล้วป่วยบ่อย

    ทำไมลูกเข้าโรงเรียนแล้วป่วยบ่อย

    ลูกเข้าโรงเรียนแล้วป่วยบ่อย

    ลูกเข้าโรงเรียนแล้วป่วยบ่อยปัญหาของกวนใจคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่าน เด็กๆก่อนก่อนเข้าโรงเรียนเป็นเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงไม่ค่อยป่วย แต่พอเข้าเรียนคุณแม่สังเกตว่าลูกเริ่มป่วยบ่อยมาก คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคิดว่าลูกน่าจะติดมาจากเพื่อนๆที่โรงเรียน และเราจะมีวิธีรับมือหรือป้องกันอย่างไรบ้าง บทความนี้เราจะพาคุณพ่อคุณแม่มาไขข้อข้องใจและวิธีการรับมือกับปัญหาลูกป่วยบ่อยเมื่อเข้าโรงเรียนค่ะ สิ่งแรกคุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจนะคะ ว่าการที่ลูกเข้าโรงเรียน ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีเด็กหลายๆคนมาอยู่รวมกันในบริเวณที่จำกัด เด็กๆย่อมมีโอกาสในการสัมผัสกับเชื้อโรคและติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่าย และจะพบว่าเด็กในช่วงวัยเตรียมอนุบาลและอนุบาลจะมีการเจ็บป่วยบ่อยกว่าในวัยอื่นๆ เนื่องจากเด็กในช่วงวัยนี้ระบบภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคต่างๆนั้น ยังไม่สมบูรณ์เท่ากับในช่วงวัยอื่นๆค่ะ ซึ่งโรคที่เด็กๆมักป่วยบ่อยๆและอาจติดจากเพื่อนๆที่มีการแพร่ระบาดได้ง่ายๆ เช่น ไข้หวัด ในเด็กบางรายอาจหายได้ยากเกิดการเรื้อรังได้ค่ะ ทั้งนี้ยังพบโรคมีความรุนแรงและแพร่ระบาดได้ง่ายในโรงเรียน คือ โรคอีสุกอีใส โรคไข้หวัดใหญ่ โรคมือเท้าปาก และโรคไข้เลือดออกค่ะ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องวังนะคะ คือการที่ลูกป่วยบ่อยๆย่อมมีผลต่อพัฒนาการของลูกได้ค่ะ ซึ่งจากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลและป้องกันเพื่อลดโอกาสในการเจ็บป่วยของลูกน้อยในเบื้องต้นได้ดังนี้

    – การสร้างภูมิต้านทานให้กับเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญเรื่องของโภชนาการที่ดี เช่น การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน เพราะในนมแม่จะช่วยลดการติดเชื้อ เสริมสร้างภูมิต้านทาน รับประทานอาหารที่เหมาะสมหลากหลายครบ 5 หมู่ เป็นต้น
    – การออกกำลังกายและนอนหลับผักผ่อนอย่างเพียงพอ
    – ฝึกให้เด็กรักษาอนามัยส่วนบุคคลคล เช่น ล้างมือก่อนและหลังการรับประทานอาหาร หลังจากเข้าห้องน้ำทุกครั้ง หรือหลังจากการสัมผัสสิ่งของสกปรก ฯลฯ
    – สอนให้เด็กๆไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับเพื่อนๆ เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าเช็ดหน้า แปรงสีฟัน เป็นต้น
    – หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย รวมถึงเมื่อลูกป่วยควรหยุดเรียนและพักผ่อนอยู่บ้าน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่เพื่อนคนอื่นๆค่ะ
    – ควรพาลูกไปรับวัคซีนตามช่วงวัย และวัคซีนเสริมต่างๆ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ ฯลฯ

    นอกจากนี้ การดูแลและการป้องกันข้างต้นนั้น อาจจะไม่เพียงพอสำหรับเด็กๆ เพราะการป้องกันหรือการหลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กๆเจ็บป่วยนั้นเป็นไปได้ยากค่ะ เนื่องจากร่างกายของเด็กแต่ละคนมีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคต่างๆไม่เท่ากันค่ะ ดังนั้นการมองหาประกันสุขภาพให้กับเด็กๆ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุณพ่อคุณแม่นิยมมากในปัจจุบันนี้ เพื่อให้ลูกได้รับการรักษาตัวในสถานบริการและการดูแลที่ได้มาตรฐานดีที่สุด โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องลังเลในการเข้ารับการรักษา หรือกังวลเรื่องของค่าใช้จ่ายต่างๆในระหว่างที่ลูกรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนั้นๆ เพราะการเจ็บป่วยในแต่ละครั้งโดยเฉพาะโรคที่เด็กๆต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลมักมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงค่ะ ในส่วนการเลือกทำประกันนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆได้จากบริษัทประกันหรือตัวแทนขายประกันต่างๆ ตามความพึงพอใจของคุณค่ะ

  • เด็กกลุ่มดาวน์ซินโดรมทำประกันได้ไหม

    เด็กกลุ่มดาวน์ซินโดรมทำประกันได้ไหม

    เด็กกลุ่มดาวน์ซินโดรมทำประกันได้ไหม

    สวัสดีค่ะ
    เด็กกลุ่มดาวน์ซินโดรมว่าทำประกันได้ไหม บทความนรี้จะพาคุณพ่อคุณมาไขข้อสงสัยค่ะ แต่ก่อนอื่นเราจะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจเด็กกลุ่มดาวน์ซินโดรมกันค่ะ
    ดาวน์ซินโดรมมีสาเหตุจากอะไร รวมถึงการตรวจวินิจฉัยในขณะตั้งครรภ์ค่ะ

    ดาวน์ซินโดรม คือภาวะความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมาอีกหนึ่งตัว ปกติต้องมีแค่ 2 แท่งเท่านั้นค่ะ ลักษณะภายนอกที่สังเกตุได้ชัดเจนในเด็กกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรมนั้น ได้แก่ ศีรษะค่อนข้างเล็ก แบน ตาเล็กเป็นวงรี จมูกแบน ปากเล็ก ลิ้นมักยื่นออกมา ตอสั้น ตัวค่อนข้างเตี้ย มือสั้น ฯลฯ และในเด็กบางรายอาจมีปัญหาด้านสุขภาพต่างๆค่ะ ซึ่งมักพบว่ามีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือโรคลำไส้อุดตันตั้งแต่แรกเกิด เป็นต้น

    สาเหตุของดาวน์ซินโดรมเกิดจากอะไร
    ดาวน์ซินโดรมสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
    – ภาวะ Trisomy 21 มีโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินออกมา ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบได้บ่อยที่สุด
    – ภาวะ Translocation การสับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายโครโมโซมในคู่ที่ 21 โดยมีชิ้นส่วนเกินของโครโมโซมคู่ที่ 21 นั้นไปยึดติดกับโครโมโซมอีกตัวหนึ่ง
    – ภาวะโมเซอิก(Mosaicism) เกิดจากเซลล์บางส่วนเท่านั้นในร่างกายที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบได้น้อยที่สุด
    ภาวะดาวน์ซินโดรมไม่ใช่การติดต่อทางพันธุกรรมสืบทอดโดยตรงจากพ่อหรือแม่ เป็นเพียงผลของความผิดปกติของการแบ่งตัวของสารพันธุกรรมเพียงครั้งเดียวในตัวอสุจิหรือไข่ก่อนมีการปฏิสนธิ ซึ่งอายุของคุณแม่ที่มากในขณะตั้งครรภ์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีความเสี่ยงที่จะมีบุตรเป็นดาวน์ซินโดรมก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยค่ะ

    การตรวจวินิจฉัยดาวน์ซินโดรม
    การตรวจวินิจฉัยเด็กกลุ่มดาวน์ซินโดรมนั้น สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การตรวจคัดกรองและวินิจฉัยในขณะตั้งครรภ์ และการวินิจฉัยหลังคลอด
    – การตรวจคัดกรองและวินิจฉัยในขณะตั้งครรภ์ เพื่อหาความผิดปกติของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เด็กจะเป็นดาวน์ซินโดรม โดยอาจใช้วิธีการเจาะน้ำคร่ำ หรือเจาะเอาเลือดจากสายสะดือเด็ก หรือเจาะเอาส่วนของรกไปตรวจดูโครโมโซม หรือการตรวจอัลตราซาวน์ เพื่อวัดความหนาของเนื้อเยื่อที่คอ และวัดความยาวของกระดูกต่างๆ เมื่อตรวจพบว่าเด็กมีสารพันธุกรรมที่ผิดปกติแล้ว พ่อและแม่จะต้องตัดสินใจต่อไปว่า ต้องการทำแท้งหรือไม่ ทั้งนี้การทำแท้งในกรณีเด็กทารกมีความผิดปกติแบบนี้ถือว่าไม่ผิดกฎหมายค่ะ
    – การวินิจฉัยหลังคลอด คือการตรวจเพื่อหาความผิดปกติเมื่อทารกเกิดมาแล้ว โดยแพทย์จะทำการตรวจร่างกาย ความผิดปกติของรูปร่างหน้าตาและอวัยวะภายในที่สงสัยว่าอาจจะเป็นกลุ่มอาการดาวน์ ก็จะต้องเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจดูสารพันธุกรรมหาความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21 ซึ่งเป็นโครโมโซมที่จะบ่งชี้ว่าเด็กเป็นดาวน์ซินโดรมหรือไม่

    การดูแลเด็กดาวน์ซินโดรม

    การรักษาภาวะดาวน์ซินโดรม เนื่องจากเกิดจากการผิดปกติของโครโมโซมจึงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ค่ะ ผู้ป่วยดาวน์ซินโดรมจะต้องได้รับการสนับสนุน การดูแลเป็นพิเศษจากบุคคลใกล้ชิด ช่วยเหลือและฝึกทักษะข้อบกพร่องทางสติปัญญาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถพัฒนา ปรับปรุงทักษะและสามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ค่ะ และ
    ดาวน์ซินโดรมเป็นภาวะที่ไม่สามารถป้องกันได้และรักษาให้หายขาดได้ แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้มีลูกเป็นดาวน์ซินโดรมได้ค่ะ โดยการปรึกษาแพทย์การวางแผนมีบุตรค่ะ

    เด็กกลุ่มดาวน์ซินโดรม มักจะพบปัญหาสุขภาพอื่นๆร่วมด้วย เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยหรือการติดเชื้อต่างๆได้ง่าย เพราะระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอาจไม่ได้มีการพัฒนาไปตามวัยอย่างเหมาะสม ปัญหาด้านสายตาและการมองเห็น ฯลฯ และมักพบว่ามีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือโรคลำไส้อุดตันตั้งแต่แรกเกิด เป็นต้น

    ดังนั้น เด็กกลุ่มดาวน์ซินโดรมจึงไม่สามารถทำประกันได้ค่ะ ถึงแม้ว่าคุณแม่จะไม่ทราบมาก่อนว่าลูกเป็นดาวน์ซินโดรมค่ะ จากกรณีของคุณขนิษฐา ใจบุญตระกูล ถูกบริษัทบอกล้างสัญญาประกันภัย และต้องจ่ายเงินสินไหมคืนบริษัทประกัน หลังทราบภายหลังว่าลูกเป็นเด็กกลุ่มดาวน์ซินโดรมค่ะ โดยคุณแม่ได้เล่าว่า เนื่องด้วยดิฉันได้ทำประกันชีวิตให้ลูก ขณะนั้นลุกอายุได้ ประมาณ 3 เดือน สุขภาพร่างกายแข้งแรง และบริษัทคุ้มครองตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2554 โดยดิฉันได้จ่ายค่าเบี้ยประกันมาโดยตลอด ไม่เคยขาด แต่ช่วงอายุเดือนที่ 5 หมอสงสัยว่าลูกเป็นโรคหัวใจ จึงนัดติดตามอาการ และเดือนที่ 6 หมอขอตรวจโครโมโซม พบว่าน้องเป็นดาวน์ซินโดรม ซึ่งขณะตั้งครรภ์น้องดิฉันฝากพิเศษกับคุณหมอสูติแพทย์ แต่คุณหมอก็ไม่ได้มีการเจาะน้ำคร่ำอะไร เพราะไม่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคดาวน์ซินโดรม และหลังจากคลอดน้อง คุณหมอและทางโรงพยาบาลแจ้งว่าน้องปกติ มีสุขภาพแข็งแรง ช่วงที่น้องอายุได้ประมาณ 9 เดือนป่วยเป็นปอดบวมต้องนอนโรงพยาบาล และอีกเดือนต่อมา น้องต้องผ่าตัดหัวใจ ขณะนี้น้องผ่าตัดได้ 1 ปีแล้ว และเมื่อเดือนที่ผ่านมาได้เข้าผ่าตัดแยงท่อน้ำตา โดยข้าพเจ้าได้ถามตัวแทนประกันว่าจะสามารถใช้ประกันได้หรือไม่ ประกันบอกว่าใช้ได้ แต่พอวันออกจากโรงพยาบาลผลปรากฏว่าไม่สามารถเครมประกันได้ค่ะโดยดิฉันต้องชำระเงินเอง ทั้งหมด และวันที่ 21 มิ.ย. 56 ทางบริษัทได้มีหนังสือแจ้งกลับมาบอกว่า “ขอยกเลิกบอกล้างสัญญาประกันภัย” โดยที่ทางบริษัทประกันให้เหตุผลว่าน้องมีสุขภาพไม่สมบูรณ์มาก่อนการขอเอาประกันภัย โดยเขาได้คืนเงินเบี้ยประกันที่ได้ชำระไป 23,540 บาท หักด้วยเงินสินไหมที่บริษัทเคยจ่ายขณะน้องนอนโรงพยาบาลเป็นเงิน 62,425 บาท โดยดิฉันต้องคืนเงินค่าสินไหมทดแทนให้บริษัท จำนวน 38,885 บาท ดิฉันจึงข้องใจว่าขณะที่ทำประกันดิฉันไม่ทราบว่าลูกเป็นดาวน์ซินโดรม เพราะเราไม่ทราบว่าลูกเป็นจริงๆแม้กระทั่งตอนคลอด ตอนที่อยู่โรงพยาบาลหมอก็บอกว่าปกติดี และเพิ่งมาทราบเมื่อลูกอายุ 6 เดือน แต่ทางบริษัทแจ้งว่าเราไม่ได้แถลงให้บริษัททราบในใบคำขอเอาประกันภัย ดิฉันก็เลยไม่สบายใจและเป็นกังวลใจคะ เพราะในการประกันสุขภาพหรือค่ารักษาพยาบาลนั้น จะไม่คุ้มครองโรคที่เป็นมาแต่กำเนิดหรือก่อนการทำประกันค่ะ โดยเงื่อนเป็นไปตามที่บริษัทประกันกำหนดในกรมธรรม์ ถึงแม้ว่าไม่ทราบมาก่อนว่าลูกป่วยเป็นโรคดังกล่าว ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุของการถูกบริษัทบอกล้างสัญญาประกันภัยของคุณขนิษฐาค่ะ

  • การเลือกประกันสุขภาพ

    การเลือกประกันสุขภาพ

    การเลือกประกันสุขภาพ

    สวัสดีค่ะ
    บทความนี้เราจะมาแนะนำเกี่ยวกับการเลือกประกันสุขภาพสำหรับมือใหม่ค่ะ เนื่องจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องของประกันสำหรับหลายๆท่านเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเข้าใจยากค่ะ ซึ่งถ้าหากต้องการข้อมูลก็ต้องถามจากตัวแทนประกันนั้นๆ แต่ส่วนใหญ่ก็กลัวจะถูกเสนอขายทันที โดยมีเงื่อนไขต่างๆ รายละเอียดเยอะมาก และภาษาที่ใช้ก็มักจะใช้ภาษาที่มีลักษณะเป็นทางการที่อาจจะทำให้เข้าใจยากนั่นเองค่ะ

    การเลือกประกันสุขภาพเด็ก

    ประกันสุขภาพโดยทั่วไปหลักๆจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้

    1. ประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย
    ประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย คือ ประกันสุขภาพที่แยกค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามรายการความคุ้มครองที่บริษัทประกันกำหนด การเบิกจ่ายค่ารักษาเป็นตามค่าใช้จ่ายจริงเฉพาะรายการที่เราซื้อความคุ้มครองไว้เท่านั้นค่ะ และไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันค่ะ เช่น ค่าผ่าตัดและค่าแพทย์ หากไม่คุ้มครองค่าห้องพักเราก็จะต้องจ่ายเอง เป็นต้น การเลือกประกันสุขภาพประเภทนี้ เรามักเลือกจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่า ค่าผ่าตัด ค่าแพทย์ ค่าบริการพยาบาล เป็นต้น ประกันสุขภาพแยกค่าใช้จ่ายเหมาะสำหรับผู้ที่มีงบน้อยและกำลังมองหาประกันสุขภาพที่จ่ายค่าเบี้ยไม่สูง สามารถเบิกค่ารักษาได้ตามรายการความคุ้มครองที่กำหนดไว้เท่านั้น (รายละเอียดเป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัทประกันสุขภาพนั้นๆค่ะ)

    2. ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย
    ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย คือ ประกันสุขภาพที่กำหนดแค่เพียงวงเงินค่ารักษาพยาบาลแบบต่อครั้ง โดยไม่กำหนดเป็นค่ารักษาแบบย่อยๆเหมือนประกันแบบแยกค่าใช้จ่ายค่ะ จ่ายค่ารักษาตามจริงแต่ไม่เกินวงเงินเอาประกันสูงสุดนะค่ะ รายละเอียดเป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัทประกันสุขภาพนั้นๆค่ะ การเลือกประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายนั้น จะต้องพิจารณาจากหลายๆปัจจัยด้วยกันค่ะ เพื่อให้เราสามารถเลือกแผนคุ้มครองได้อย่างเหมาะสม โดยมีข้อสังเกตดังนี้

    – เลือกประเภทให้สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นมากที่สุด เนื่องจากประกันสุขภาพมีหลากหลายแบบค่ะ เช่น แบบตลอดชีพ ซึ่งเหมาะกับคนที่เน้นความคุ้มครองชีวิตระยะยาวโดยไม่เน้นผลตอบแทนค่ะ แต่เพื่อความมั่นคงในชีวิตของคนที่เราดูแลค่ะ แบบชั่วระยะเวลา เหมาะกับคนที่เน้นความคุ้มครองชีวิตระยะสั้นถึงปานกลาง เช่น ช่วง 10 – 20 ปี ไม่มีผลตอบแทน จะได้ผลประโยชน์ก็ต่อเมื่อเสียชีวิตแล้วเท่านั้น แบบสะสมทรัพย์ เหมาะกับคนที่ต้องการออมเงิน โดยไม่เน้นความคุ้มครองค่ะ และแบบบำนาญ เหมาะกับคนที่ต้องการวางแผนหลังการเกษียณค่ะ

    – ค่าเบี้ยประกันและวงเงินค่ารักษาต่อครั้งหรือทั้งปี เนื่องจากประกันสุขภาพเหมาจ่ายส่วนใหญ่ จะมีค่าเบี้ยประกันที่ค่อนข้างสูง ยิ่งถ้าเป็นแผนที่วงเงินเหมาจ่ายสูงมากๆ ค่าเบี้ยประกันก็จะยิ่งสูงขึ้นค่ะ แต่ก็สามารถเบิกค่ารักษาได้สูงขึ้นและสอดคล้องกับค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริงมากค่ะ ดังนั้นควรพิจารณาเปรียบเทียบวงเงินความคุ้มครองสูงสุด ครอบคลุมหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเบี้ยประกัน ซึ่งวงเงินความคุ้มครองอาจใกล้เคียงกันแต่ค่าเบี้ยประกันที่จ่ายไม่เท่ากันค่ะ

    – ความคุ้มครองที่จะได้รับ โดยครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาอย่างสมเหตุสมผล เช่น ค่าห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล เนื่องจากประกันสุขภาพมักกำหนดระยะเวลาการเข้ารับการรักษา เช่น บริษัทประกันบ้างที่จะระบุมาต่อครั้งไม่เกิน 150 วัน ถ้าเกินจากที่ระบุต้องจ่ายส่วนต่างเองทั้งหมดค่าห้องควรจะต้องทำสูงกว่าที่เราใช้บริการเป็นประจำ เพื่อจะได้ไม่เสียส่วนต่างที่อาจเกิดขึ้นได้ค่ะ ค่ายา ค่าแพทย์เฉพาะทางของโรค ค่ารักษาโดยเคมีบำบัด รังสีบำบัด ค่าล้างไต ประกันเหมาจ่ายบางที่จะระบุมาเลยว่าไม่เกินกี่ครั้งต่อปี หรือจำนวนกี่บาทต่อครั้งโดยไม่เกินวงเงินเอาประกันค่ะ ค่าแพทย์ตรวจเยี่ยมต่อวัน ซึ่งบริษัทประกันบางที่อาจจะแยกส่วนนี้ออกมา แล้วก็ยังมีจำกัดจำนวนวันร่วมอีกด้วยค่ะ รวมถึงความคุ้มครองผู้ป่วยนอก(OPD) อันนี้ต้องถามให้รอบคอบนะคะว่ามีหรือไม่กับประกันสุขภาพที่เราสนใจจะทำค่ะ

    นอกจากนี้การตัดสินใจทำประกันสุขภาพไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย หรือประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่ายนั้น คุณควรสำรวจค่าใช้จ่ายต่างๆที่อาจเกิดขึ้น และให้เปรียบเทียบความคุ้มครอง ค่าเบี้ยประกันของแต่ละบริษัทประกัน รวมถึงการวางแผนการจ่ายเบี้ยประกันค่ะ โดยเลือกที่ใกล้เคียงเหมาะสมกับเราที่สุดนะค่ะ เพราะการทำประกันเป็นการจ่ายแบบระยะยาว รวมทั้งการเจ็บป่วยค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลในทุกวันนี้ มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น ประกันสุขภาพจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญช่วยเป็นเงินทุนสำหรับการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงอย่างเช่น โรคมะเร็ง โรคไต ฯลฯ ระยะเวลาเราเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกิดขึ้นในระหว่างการรักษา จะได้ไม่มากระทบกับเงินในกระเป๋าของเราได้ ทำให้เราอุ่นใจได้มากยิ่งขึ้นคลายกังวลกับการรักษา ดังน้นการทำประกันสุขภาพจึงเป็นการการันตีความเสี่ยงเหล่านี้ไว้ค่ะ

  • ประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย vs แบบเหมาจ่าย

    ประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย vs แบบเหมาจ่าย

    ประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย vs แบบเหมาจ่าย

    สวัสดีค่ะ
    บทความนี้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย และการประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายที่หลายๆคนสงสัยและสอบถามกันเข้ามาเยอะมากค่ะ การเลือกประกันสุขภาพแบบไหนดี เบี้ยประกันเท่าไหร่ เบิกอะไรได้บ้าง หรือมีข้อยกเว้นอะไรบ้าง ฯลฯ ตามแอดมินมาเลยจ้า……

    ประกันเด็ก

    ประกันสุขภาพนั้นหลักๆจะแบ่งออกเป็น 2 แบบค่ะ คือ ประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย และการประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ะ แอดมินสรุปมาให้แล้วค่ะรายละเอียดดังนี้

    เรื่องความคุ้มครอง
    – ประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย
    ประกันสุขภาพแยกค่าใช้จ่าย โดยที่บริษัทประกันสุขภาพจะกำหนดความคุ้มครองและกำหนดวงเงินความคุ้มครองให้แต่ละรายการตามที่กำหนดไว้ค่ะ การจ่ายค่ารักษาเป็นตามค่าใช้จ่ายจริงแต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกัน ซึ่งสามารถเบิกได้ต่อครั้งต่อโรค หรือหากป่วยเป็นโรคเดิมซ้ำก็หักออกจากรายการเดิมและระยะเวลาของประกันที่เหลือค่ะ หรือหากป่วยเป็นโรคเดิมซ้ำซึ่งบางที่ก็เป็นโรคเดิมได้ แต่มีเงื่อนไขอื่นๆเพิ่มเติม ทั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขของ- บริษัทประกันสุขภาพนั้นๆ
    – ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย
    ประกันสุขภาพเหมาจ่ายจะกำหนดแค่เพียงวงเงินค่ารักษาพยาบาลแบบต่อครั้งและ/หรือไม่เกินวงเงินที่กำหนดและจำนวนครั้งที่บริษัทฯกำหนด โดยไม่กำหนดเป็นค่ารักษาแบบย่อยๆเหมือนประกันแบบแยกค่าใช้จ่าย และจ่ายค่ารักษาตามจริงทั้งหมดแต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันสูงสุดค่ะ ตามเงื่อนไขของบริษัทประกันสุขภาพนั้นๆ

    เรื่องอัตราเบี้ยและความคุ้มค่าเงินประกันสุขภาพ ประกันสุขภาพทั้ง 2 แบบ มีความคุ้มค่าที่ไม่ต่างกันมากค่ะ แต่คุณจะต้องเปรียบเทียบกับความเสี่ยงและปัจจัยอื่นๆของผู้ประกันที่อาจจะต้องรับการรักษาค่ะ สรุปได้ดังนี้
    – ประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย
    ประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่ายจะมีเบี้ยประกันที่ถูกกว่าค่ะ เหมาะกับคนที่มีงบน้อยและกำลังมองหาประกันสุขภาพที่จ่ายค่าเบี้อยไม่สูง แต่จะสามารถเบิกค่ารักษาได้ตามรายการที่กำหนดเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ครอบคลุมรักษาโรคร้ายแรงหรือไม่ครอบคลุมค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันค่ะ
    – ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย
    ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย อัตราเบี้ยประกันจะค่อนสูง และถ้ายิ่งเป็นแผนที่วงเงินเหมาจ่ายสูงมากๆ ค่าเบี้ยก็จะยิ่งสูงขึ้นค่ะ เนื่องจากประกันรูปแบบนี้จะให้วงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาต่อปีสูง จึงมีโอกาสครอบคลุมค่ารักษาที่อาจเกิดขึ้นจริงมากกว่า โดยสามารถเบิกค่ารักษาได้ตามวงเงินรักษาแบบต่อครั้ง โดยไม่กำหนดเป็นค่ารักษาเป็นรายการๆไปค่ะ

    การเลือกซื้อประกันสุขภาพ เนื่องจากในปัจจุบันมีบริษัทประกันจำนวนมากค่ะ และแต่ละบริษัทก็จะมีแพ็คเกจและรูปแบบประกันสุขภาพที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น การเลือกบริษัทประกันควรต้องศึกษา หาข้อมูล และเลือกบริษัทประกันสุขภาพ ที่มีความคุ้มครองตรงกับความต้องการของตัวคุณเองให้มากที่สุดค่ะ