Tag: ประกันสุขภาพเด็ก

  • ประกันสุขภาพลูกรัก

    ประกันสุขภาพลูกรัก

    ประกันสุขภาพลูกรัก เพื่อความคุ้มครองเป็นหลักประกันให้กับคนที่คุณรัก เพราะสุขภาพของลูกเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเด็กวัยแรกเกิดถึง 5 ปี เป็นช่วงวัยของร่างกายการเจริญเติบโต การพัฒนาการและการเรียนรู้สิ่งต่างๆ และเป็นช่วงวัยที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเป็นวัยของการเรียนรู้ อาจหยิบจับหรือสัมผัสสิ่งของปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าปาก ฯลฯ และระบบภูมิต้านทานโรคยังไม่สมบูรณ์เหมือนกับผู้ใหญ่ค่ะ นอกจากนี้ค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบันซึ่งค่อนข้างสูง ไหนจะค่าใช้จ่ายประจำของลูก ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่านม ค่าเทอม ค่าเสื้อผ้า ค่าของเล่น ฯลฯ ค่าเทอม แล้วยังมีค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาลโรคต่างๆ อย่าให้ความกังวลของคุณพ่อคุณแม่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ของเด็กๆ จะกว่าไหมหากเราสามารถวางแผนการคุ้มครองเรื่องสุขภาพของลูกได้ เมื่อลูกเจ็บป่วยจะได้รับการรักษาที่ดีที่สุด โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องลังเลที่จะเลือกโรงพยาบาลทีจะเข้ารับการรักษาและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้นการทำประกันให้กับลูกจึงเป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยคุณพ่อคุณแม่คลายกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลลูกน้อย ซึ่งบางแผนประกันนอกจากจะคุ้มครองในเรื่องของสุขภาพและอุบัติเหตุต่างๆแล้ว คุณพ่อคุณแม่สามารถซื้อแผนประกันชีวิตหลักคู่กันได้ค่ะ เพื่อเป็นเงินออมให้แก่ลูกในอนาคตได้อีกด้วยค่ะ

    ตัวอย่างประกันสุขภาพเด็ก
    การประกันสุขภาพเด็กจากอาคเนย์ประกันภัย ดูแลคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและวางแผนชีวิตให้ลูกรักของคุณ แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลไม่ต้องสำรองจ่าย เช่น

    • ค่าห้องนอน ค่าอาหาร และค่าบริการพยาบาลต่อวัน (สูงสุดไม่เกิน 90 วัน ต่อครั้ง/โรค)
    • รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนเกินให้อีก 90% ในความคุ้มครองอื่นๆ ยกเว้นค่าห้องค่าอาหาร จะรับผิดชอบให้ตามตารางผลประโยชน์
    • ค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน ขณะเป็นผู้ป่วยนอกเนื่องจากอุบัติเหตุ
    • ครอบคลุม ค่ารถพยาบาลฉุกเฉิน ค่าผ่าตัด ค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ
      ในโรงพยาบาล เป็นต้น
    • เบี้ยประกันอายุ 0-5 ปี เบี้ยประกันแผนดีที่สุด 13,xxx บาทต่อปี
    • ซื้อได้เลยไม่ต้องพ่วง เงื่อนไขไม่ยุ่งยาก
    • ฯลฯ

    หมายเหตุ ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง (เงื่อนไขและข้อยกเว้นเป็นไปตามที่ระบุในกรมธรรม์)

    จากที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงตัวอย่างที่ทางเราได้นำมาเป็นตัวอย่างเท่านั้น และยังมีอีกหลายบริษัทประกันที่มีแผนประกันสำหรับเด็ก โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกทำประกันให้กับลูกๆตามความต้องการ รายละเอียดสามารถสอบถามได้จากตัวแทนประกันจากบริษัทที่คุณให้ความสนใจค่ะ เพราะอนาคตของลูกเป็นสิ่งสำคัญ ทักษะการเรียนรู้ที่ดีของลูกมาพร้อมกับสุขภาพที่ดี อย่าให้ความกังวลของคุณพ่อคุณแม่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ของลูกค่ะ

  • ประกันสุขภาพเด็ก ค่าห้องแยกค่าใช้จ่าย

    ประกันสุขภาพเด็ก ค่าห้องแยกค่าใช้จ่าย

    ประกันสุขภาพเด็ก ค่าห้องแยกค่าใช้จ่าย
    สวัสดีค่ะ คุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน วันนี่เราจะมาแนะนำแผนประกันสำหรับลูกน้อย(ค่าห้องแบบแยกค่าใช้จ่าย) สุดคุ้มที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลได้มากเมื่อ เทียบกับเบี้ยประกันที่เข้าถึงได้ ถ้ามีการจัดแผนดีๆได้รับผลประโยชน์เกือบเท่าเหมาจ่าย แต่จ่ายเบี้ยประกันแค่ประมาณสองถึงสี่หมื่นบาทต่อปีค่ะ
    เพราะสุขภาพลูกๆเป็นสิ่งสำคัญและสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ทุกครั้งที่ลูกเจ็บป่วยถึงแม้ว่าบางครั้งอาจเป็นการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยก็ตาม เนื่องจากปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือคาดเดาได้ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีอากาศป่วยได้ง่ายประกอบกับในปัจจุบันเชื้อโรค เชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียที่มีการพัฒนาสายพันธ์ เกิดโรคใหม่ๆขึ้นมาค่ะ ซึ่งแน่นอนนอนว่าสิ่งที่ตามมาก็คือภาระค่าใช้จ่ายค่ะ จะดีกว่าไหมถ้าคุณพ่อคุณแม่วางแผนการใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพของลูกส่วนหนึ่ง ด้วยการซื้อประกันสุขภาพให้ลูก วันนี้เราได้นำข้อมูลดีๆเกี่ยวกับแผนประกันเด็ก(ค่าห้องแบบแยกค่าใช้จ่าย)จากแม่มณีมาฝาก โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

    กลุ่มที่หนึ่ง คือ กลุ่มหลับตาจิ้ม ซื้อง่ายไม่ต้องใช้ไอคิว จากบริษัท เอจามเอ และ กรุงเทยอ้าซ่า

    กลุ่มหลับตาจิ้ม ซื้อง่ายไม่ต้องใช้ไอคิว ค่ะ เป็นแผนประกันที่ทั้ง 2 บริษัท หยิบยกมาเป็นเซต ไม่มีความซับซ้อน รวมเบ็ดเสร็จ ซื้อง่ายค่ะ มาดูความข้อมูลกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง

    • เอจามเอ กับแผนค่าห้องใหม่ที่มีชื่อว่า H&S แบบพิเศษ ใส่ไข่ มาพร้อมกับการขายค่าห้องสำหรับเด็กๆถึง 6,500 บาทต่อคืน เพิ่มความพิเศษด้วยการเพิ่มวงเงินผู้ป่วยนอก(OPD)ต่อปี โดยเริ่มตั้งแต่ 4,000 – 9,000 บาทต่อปี (ต่อปีนะคะไม่ใช่ต่อครั้ง) ในกรณีที่เด็กๆ ป่วยบ่อยๆก็ต้องจ่ายเพิ่มเองเหมือนกันค่ะ นอกจากนั้นยังมีวงเงินสำหรับค่าคีโม ค่าฉายแสง ค่าล้างไต และค่ารักษาผู้ป่วยนอกกรณีทั่วไปแบบต่อปี ซึ่งอันนี้น่าจะไม่ได้ใช้กันในเด็กเท่าไหร่ ซึ่งความพิเศษใส่ไข้ของเอจามเอที่ไม่เคยใจถึงขนาดนี้มาก่อน ในส่วนของเบี้ยประกันอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ถูกไม่แพงแต่ก็แรงเอาเรื่องตามในตารางค่ะ
    • กรุงเทยอ้าซ่า จากเดิมที่เคยจ่ายค่ารักษาพยาบาลอื่นๆและค่าธรรมเนียมผ่าตัดส่วนเกินสิทธิ์ 70% แผนประกันในครั้งนี้กรุงเทยอ้าซ่าจ่ายส่วนเกินสิทธิ์เฉพาะค่าธรรมเนียมผ่าตัดเท่านั้น ยกเว้นกรณีที่มีการผ่าตัดหรือเป็น 70 โรคร้ายแรงที่กำหนด ถึงจะจ่ายส่วนเกินค่าใช้จ่ายอื่นๆให้อีก 70% จากแผนประกันใหม่นี้สะท้อนให้เห็นว่ากรุงเทยอ้าซ่าไม่กล้าจะจ่ายส่วนเกิน 70% ให้กับค่ารักษาพยาบาลอื่นๆเหมือนเก่า แถมยังให้เราต้องซื้อควบกับสัญญาหลักทุนประกันค่อนข้างสูง ทำให้เบี้ยประกันรวมที่ต้องจ่ายจริงสูงเพียงจะซื้อค่าห้องแค่ 2,500 บาท เบี้ยประกันก็ปาเข้าไปสามหมื่นปลายๆแล้วค่ะ

    กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มรีควาย ไอเดีย เป็นแผนประกันที่มีความซับซ้อนนิดนึงในการผสมแบบเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ที่มากกว่าค่าห้องแยกค่าใช้จ่ายธรรมดาค่ะ กลุ่มนี้มี 2 บริษัท คือ เมืองเทย และ อาคะเนค่ะ เหมาะสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการความคุ้มครองเพียงพอสำหรับลูกนอนโรงพยาบาลเอกชน ค่ะ
    เริ่มต้นด้วยแผนประกันเด็กจากเมืองเทย

    จากแผนประกันดังตารางข้างต้นนี้ เมืองเทยยอมขายค่าห้องแยกค่าใช้จ่ายสูงสุดที่ 4,000 บาทต่อคืน(กรอบเส้นสีดำ) แต่ถ้าเพิ่มเติมเป็น เมืองเทย เอกตรา จะทำให้ได้วงเงินค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการเพิ่มอีก 1,000 บาทต่อคืน แถมยังช่วยจ่ายส่วนเกินค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่ใช่ค่าห้อง 80% ของส่วนเกินสิทธิ์ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ต่อครั้งและมีส่วนร่วมจ่าย 20,000 ต่อครั้ง โดยไม่มีเงื่อนไขว่าต้องมีการผ่าตัดหรือเป็นโรคร้ายแรงค่ะ ซึ่งเรายังสามารถนำไปเคลมจากค่าห้องปกติได้อีกด้วยค่ะ เบี้ยรวมทั้งหมดตามกรอบสีน้ำเงินจ้า
    ต่อมาจะเป็นแผนประกันเด็กจากอาคะเนค่ะ

    แผนประกันของอา คะเน ค่าห้องแบบแยกค่าใช้จ่ายนั้น ถือว่าธรรมดามิได้แซงหน้าค่ายอื่น ซึ่งค่ายนี้มีแพคเกจพื้นฐานที่มีชื่อว่า ประกันเด็กยิ้ม เป็นค่าห้องธรรมดา 2,200 บาทต่อคืน บวกกับแผนประกันที่มีชื่อว่า HS+(เป็นสำรองจ่ายก่อนค่ะแล้วเอาใบเสร็จใบรับรองแพทย์มาเบิกทีหลังค่ะ) ซึ่งซื้อเพิ่มได้ค่ะ ทำให้เราสามารถนำใบเสร็จ ใบรับรองแพทย์ ค่าใช้จ่ายส่วนเกินมาเบิกได้อีกด้วยค่ะ ให้ส่วนเกินค่าห้อง 1,500 บาทต่อคืน และยังให้ค่ารักษาส่วนเกินอื่นๆ อีก 90% วงเงินสูงสุดในการช่วยจ่ายส่วนเกินไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้ง ค่าเบี้ยประกันจะอยู่ที่สองหมื่นนิดๆ แต่เท่ากับว่าเราได้ค่าห้องรวม 3,700 บาทและยังได้รักการชดเชยส่วนเกินค่าใช้จ่ายอื่นๆอีก 90% วงเงินสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งค่ะ สำหรับใครที่ใช้บริการในโรงพยาบาลที่ค่าห้องไม่สูงมากนัก แค่แผนนี้แผนเดียวก็ไหวแล้วค่ะ
    ยังไม่หมดจ้า…..อา คะเนเค้ายังมีทีเด็ดที่สองค่ะ คือ ซื้อแผนประกันเด็กยิ้มไปหนึ่งเล่มแล้วยังสามารถซื้อเพิ่มอีกหนึ่งเล่มได้ค่ะ เช่น ซื้อเพิ่มอีหนึ่งเล่มที่มีค่าห้อง 1,000 บาทต่อคืนและแผน HS+ จ่ายส่วนเกินค่าห้อง/บริการ/ค่าอาหาร 1,500 บาท ค่ารักษาส่วนเกินอื่นๆ 90% แต่วงเงินสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้ง ราคาค่าเบี้ยแผนนี้อยู่ที่ 13,084 บาท (กรอบสีส้มในตารางข้างต้น) รวมกัน 2 เล่มค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายอยู่ที่ 20,578 + 13,084 = 33,662 บาท แต่เท่ากับว่าเราได้วงเงินค่าห้องสูงสุดที่ 6,200 บาทต่อคืน และวงเงินค่ารักษาแต่ละรายการรายละเอียดตามตารางค่ะ แล้วยังได้วงเงินช่วยจ่ายส่วนเกินสิทธิ์อีก 90% วงเงินสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งอีกต่างหากค่ะ ซึ่งผลประโยชน์แบบนี้เบี้ยประกันเท่านี้หาได้ยากมากนะคะ

    ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากแม่มณีด้วยนะค่ะ ทั้งนี้การซื้อประกันในแต่ละครั้งคุณพ่อคุณแม่ต้องศึกษารายละเอียดให้ครบถ้วน ตรงตามที่ต้องการและสอดคล้องกับการเงินด้วยนะคะ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมคุณพ่อคุณแม่สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้จากตัวแทนของบริษัทประกันนั้นค่ะ

    ขอบคุณที่มา : เเม่มณี Ms.Many

  • ผู้ป่วยใน และ ผู้ป่วยนอก คืออะไร

    ผู้ป่วยใน และ ผู้ป่วยนอก คืออะไร

    ผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก เรามักได้ยินกันบ่อยๆแต่หลายๆท่านยังสับสนกับคำว่าผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกคืออะไร มีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วมีความเกี่ยวข้องอะไรกับประกันสุขภาพ วันนี้แอดมินได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาฝากค่ะ ตามมาเลยจ้า…

    ผู้ป่วยใน (IPD)

    ผู้ป่วยในคืออะไร

    ผู้ป่วยใน (IPD : In Patient Department) หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่า “IPD” คือ ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาและต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตั้งแต่ 6 ชั่วโมงขึ้นไป เช่น ป่วยหนักต้องแอดมิดนอนโรงพยาบาล การเข้าผ่าตัด ฯลฯ และให้รวมถึงการรับตัวไว้เป็นผู้ป่วยในแต่เสียชีวิตก่อน 6 ชั่วโมง
    ในส่วนของประกันส่วนใหญ่ก็จะให้ความคุ้มครองในกรณีที่เป็นผู้ป่วยในอยู่แล้วค่ะ ซึ่งจะได้รับจากการคุ้มครองจาการทำประกันประเภทนี้ เช่น ค่าใช้จ่ายทั่วไปในโรงพยาบาล ค่าบริการใช้ห้องผ่าตัด ค่า X-ray ค่าตรวจทางชีวเคมี ค่าธรรมเนียมแพทย์ผ่าตัด ค่าปรึกษาแพทย์พิเศษ ค่าสินไหมทดแทนในการรักษาตัวในโรงพยาบาล เป็นต้น
    ทั้งนี้ เงื่อนไขทั้งหมดเป็นไปตามที่บริษัทประกันกำหนด ซึ่งสามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆได้จากทางบริษัทประกันหรือตัวแทนขายประกันที่คุณสนใจค่ะ

    ผู้ป่วยนอก (OPD)

    ผู้ป่วยนอกคืออะไร

    ผู้ป่วยนอก (OPD : Out Patient Department) หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่า “OPD” คือ ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกหรือโรงพยาบาล โดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล เช่น ไข้หวัด ฉีดวัคซีน อุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ ฯลฯ หรือการที่เราไปพบแพทย์ รับยา และกลับบ้านโดยที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลค่ะ

    โดยส่วนใหญ่ประกันสุขภาพผู้ป่วยนอกนั้น บริษัทประกันหลายๆบริษัทมักมีข้อกำหนดที่ไม่ต่างกันมากนัก คือ อายุเริ่มของผู้เอาประกันภัยตั้งแต่อายุ 6 – 69 ปี ในส่วนของการชำระเบี้ยประกันสามารถเลือกชำระได้ทั้งแบบรายปี ราย 6 เดือน ราย 3 เดือน และแบบรายเดือนซึ่งเป็นไปตามกรมธรรม์หลักของผู้เอาประกันภัย ซึ่งประกันสุขภาพผู้ป่วยนอกสามารถซื้อแนบท้ายกรมธรรม์หลักได้ทั้งที่เป็นกรมธรรม์ที่มีผลบังคับอยู่แล้ว หรือกรมธรรม์ใหม่ได้ค่ะ ประกันสุขภาพผู้ป่วยนอกมักมีการคุ้มครองที่ไม่แตกต่างกันมาก ได้แก่ ค่าใช้จ่ายทั่วไปจากการรักษาพยาบาล ค่ายา ค่าปรึกษา/รักษาแพทย์เฉพาะทาง ค่าบริการทางการแพทย์ ค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุฉุกเฉิน(อุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง) เป็นต้น
    ทั้งนี้เงื่อนไขทั้งหมดเป็นไปตามที่บริษัทประกันกำหนด ซึ่งสามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆได้จากทางบริษัทประกันหรือตัวแทนขายประกันที่คุณสนใจค่ะ

    ผู้ป่วยใน (IPD) และ ผู้ป่วยนอก (OPD) สรุปง่ายๆคือ ถ้าต้องนอนโรงพยาบาลคือผู้ป่วยในนั่นเองค่ะ และมีความแตกต่างกันที่วงเงินการคุ้มครองรวมไปถึงการจ่ายค่าเบี้ยประกันที่แตกต่างกันออกไป โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทประกันนั้นๆ และในกรมธรรม์ประกันสุขภาพบางฉบับอาจมีการระบุเงื่อนไขข้อตกลงการเบิกค่าสินไหมทดแทนที่แตกต่างกันไป

    ดังนั้น การซื้อประกันควรศึกษารายละเอียดและตรวจสอบเงื่อนไขก่อนตัดสินใจซื้อกรมธรรม์ประกันสุขภาพ เพื่อผลประโยชน์ของผู้เอาประกันภัยค่ะ เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อไรเราหรือคนที่รักจะเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ การมีประกันสุขภาพผู้ป่วยใน และการทำประกันสุขภาพเสริมผู้ป่วยนอกก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่มักจะเจ็บป่วยได้ง่าย รู้สึกอุ่นใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเมื่อต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลค่ะ

  • แชร์ประสบการณ์ลูกติดเชื้อไวรัส RSV

    แชร์ประสบการณ์ลูกติดเชื้อไวรัส RSV

    แชร์ประสบการณ์ลูกติดเชื้อไวรัส RSV
    สวัสดีค่ะ
    วันนี้ขอแชร์เรื่องราวของคุณแม่ท่านหนึ่งกับลูกน้อยวัยซนป่วยเป็น RSV ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 7 วัน 6 คืน พร้อมกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด 8 หมื่นกว่าบาทค่ะ ก่อนที่จะไปอ่านเรื่องราวของคุณแม่กับลูกวัยซนแอดมินขอพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจกับโรค RSV ภัยร้ายใกล้ตัวเด็กค่ะ

    RSV ในเด็ก เป็นการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจมักเกิดในเด็กเล็กๆอายุต่ำกว่า 3 ปี พบการระบาดได้บ่อยในช่วงฤดูฝนหรือช่วงปลายฝนต้นหนาวค่ะ สามารถติดต่อกันผ่านสารคัดหลั่งต่างๆ เช่น น้ำมูก น้ำลายจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งของปนเปื้อนเชื้อไวรัสโดยที่เด็กๆมักนำเข้าปากค่ะ RSVมีระยะฟักตัวประมาณ 5 วัน โดยในช่วงแรกจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล เป็นต้น หลังจากนั้นส่งผลให้ระบบทางเดินหายใจอักเสบ ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ ฯลฯ แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการว่าลูกอาจได้รับเชื้อไวรัส RSV เช่น ไข้สูง หายใจเร็วแรง หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงครืดคราด มีเสียงหวีดในปอด ไข้โขลกๆ มีเสมหะในลำคอมากๆค่ะ ในส่วนของการรักษา ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรค RSV โดยตรง ดังนั้นจะการรักษาตามอาการ เช่น ทานยาลดไข้ ยาลดเสมหะหรือดูดเสมหะออก ในบางรายอาจต้องทำการพ่นยาเพื่อขยายหลอดลม เป็นต้น หากมีการติดเชื้อไวรัส RSV ต้องรักษาติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาะวะแทรกซ้อนอื่นๆซึ่งหากมีอาการรุนแรงทำให้เสียชีวิตได้ค่ะ

    วันนี้จะมาบอกเล่าเกี่ยวกับอาการ RSV การเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล 7 วัน 6 คืน ลูกน้อยวัยซน ซึ่งคุณแม่ joyjung_pomkung ได้เล่าไว้ดังนี้

    ย้อนไปเมื่อวันที่ 3/11/16
    ลูกชายเราได้มีอาการไอตอนกลางคืนค่ะ และตอนกลางคืนหายใจครืดคราด คือใจเรานี่คิดไปแล้ว มันต้องใช่ ต้องใช่แน่ๆ และตั้งใจว่าเช้าปุ๊บจะพาลูกชายไปหาหมอทันที พอรุ่งเช้าลูกก็ไอน้อยลง แล้วก็เหมือนจะไม่เป็นอะไรด้วยค่ะ แต่เราไม่นิ่งนอนใจค่ะ พาไปโรงพยาบาลเลยค่ะ

    เช้าวันที่ 4/11/16
    ทุกครั้งเราจะไปโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนนะคะ เพราะเราคลอดลูกที่นี่ และประทับใจทีมหมอและพยาบาลที่นี่ วันนี้หมอประจำยังไม่ลง เราเลยขอพบหมอกฤต ซึ่งเป็นคุณหมอท่านหนึ่งที่มีคนไข้เยอะนะคะ หมอพูดจาดีเป็นกันเอง ของเล่นเยอะ และเป็นหมอรุ่นใหม่ แต่พอตรวจจริง ลูกหายใจเคลียร์ ออกซิเจนปกติ น้ำมูกไม่มี ไข้ไม่มี จบข่าว หมอลงความเห็นว่าเป็นหวัดปกติก่อน ใจเราก็อยากรู้ว่าลูกจะเป็นมั้ย หมอเลยบอกว่าถ้าอยากรู้ต้องหยอดน้ำเกลือแล้วดูดน้ำมูกออกมา แต่ลูกจะร้องนะ จะทรมานลูกทำไม หมอว่ารอดูอาการไปก่อนดีกว่า เพราะถ้าเกิดเป็นRSV จริงๆก็ต้องรักษาตามอาการ เพราะมันก็ไม่มียาที่รักษาเฉพาะได้ เราก็เลยคิดว่าก็จริงอย่างที่หมอบอก หมอบอกว่าให้คุณแม่ดูอาการครับ ถ้าลูกไข้สูงมาก กินยาก็ไม่ลงแบบนี้รีบพามาด่วน หรือถ้าลูกไอแล้วอาเจียน ถี่ๆแบบนี้ใช่แน่นอน รีบมาด่วนเลย อาการแบบนี้ต้องแอดมิท เราเลยกลับบ้านมารอดูอาการค่ะ ตกคืนนั้น ลูกนอนปกติ มีครืดคราดตอนกลางคืนบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไร เราภาวนาอย่างเดียวขอให้เป็นหวัดปกติ และแล้ว วันรุ่งขึ้นก็มาถึง

    วันที่ 6/11/16
    อาการลูกชายเริ่มมีไข้อ่อนๆ แต่ลูกก็ยังคึกคักอารมณ์ดีกินข้าวกินนมได้ แต่พอช่วงบ่ายหลังจากตื่น ลูกเล่นกับพ่อเค้าแล้วเราสังเกตเหมือนอกเค้าบุ๋มๆแล้วตอนเค้าเดินไปมาเหมือนเค้าหอบเลย คือมันจะใช่ ใช่มั้ย คือในระหว่างที่ลูกชายมีอาการข้างต้น ก็สอบถามคนนั้นคนนี้ที่ลูกมีประสบการณ์เป็นRSV แต่อาการก็ไม่เห็นจะตรงกับลูกเราเลย ไม่รอช้า รีบไปหาหมอเลย เก็บกระเป๋าด่วน ไปหาคุณหมอที่ปีที่แล้วลูกเป็นเหอแปงไจน่า แล้วเราประทับใจ นั่นก็คือคุณหมอนารา
    คุณหมอนาราจะค่อนข้างใส่ใจรายละเอียดคนไข้ ถามอาการเบื้องต้น เริ่มมีอาการกี่วันแบะจดรายละเอียดทุกอย่างไว้หมด ตอนมาถึงวัดไข้ ไข้สูง39 นี่ขนาดกินยาลดไข้แล้วนะ ค่าออกซิเจนต่ำมากจนเครื่องร้อง ลูกชายโดนจับเช็ดตัวและพ่นยาด่วน และโดนแอดมิท ให้ยาฆ่าเชื้อทางสายน้ำเกลือ น่าสงสารจังเลยเจ้าลูกชายตัวแสบ
    ตอนนี้เชื้อมันเล่นงานปอดลูกเราเรียบร้อยแล้ว เกาะรอบปอดเลย ต้องเคาะปอดดูดเสมหะ โอ๊ยยยย…..สงสารลูกแทบขาดใจ ฮือออออออ เชื้อบ้าบอ…เกลียดมัน นั่งหาอ่านข้อมูลไปเรื่อย แล้วก็นั่งย้อนกลับไป ลูกเราน่าจะติดจากที่ไหน อ๋อ…นึกออกแล้ว น่าจะติดจากเพลย์กรุ๊ปแน่นอน พาน้องไป แล้วมีเพื่อนในคลาสไอใส่ ตอนนั้นคิดอยู่ว่าอย่าเป็นRSVนะ….ต้องใช่ มันต้องใช่แน่ๆ เพราะปกติเลี้ยงลูกอยู่บ้านตลอด ไม่ค่อยพาไปที่เสี่ยงๆ ฮือ…… ไม่น่าเลย ลางสังหรณ์วันนั้น….มันเป็นเรื่องจริง
    อาการลูกเรา น้ำมูกแห้งมาก ไม่ไอ แต่คอแดง มีเสมหะมาก มีไข้สูงต้องให้ยาทุก 4 ชม. พ่นยาวันละ 4 รอบ เคาะปอดเช้าและบ่าย วันละ 2 รอบ ลูกเริ่มกินน้อยลง โชคดียังดูดนมดีเรายังให้นมลูกค่ะ

    แชร์ประสบการณ์ลูกติดเชื้อไวรัส RSV

    7/11/59
    อาการ RSV วันที่3 ลูกชายยังมีไข้ต้องให้ยาลดไข้และเช็ดตัว เคาะปอดวันละ 2 รอบ คุณหมอบอกว่าเสมหะเยอะมาก กลัวจะท่วมปอดถ้ากลับบ้าน รอดูผลรายวันเอาละกัน กลับบ้านยังอันตรายมาก…. ตอนนี้ลูกชายริ่มคุ้นเคยกับพยาบาลบ้างแล้ว แต่ก็กลัวอยู่ดี ตอนพ่นยาไม่ค่อยร้องแล้ว พยาบาลบอกว่าตอนเคาะปอดก็ร้องน้อยลง คงปรับตัวได้แล้ว ร้องไปก็ไม่ช่วยอะไร ที่นี่มีแว่นวางไว้บนหัวนอนด้วย ลูกชายเราใส่ตอนไปเคาะปอด พ่นยาตลอด

    8/11/59
    อาการวันนี้ วันนี้ไม่มีไข้แล้ว แต่เริ่มไอมากขึ้น เคาะปอดยังเสมหะเยอะมาก คงต้องนอนต่ออีกสองคืน…ลูกชายพูดทุกวันม๊าเก็บกระเป๋า กลับบ้านนะ….สงสารลูกจับใจ วันนี้กินได้มากขึ้น ขอกินขนมปังกับนม….ก็ยังดีที่พอจะกินได้บ้าง

    9/11/59
    RSV อาการวันนี้ แทบจะไม่ไอเลย น้ำมูกก็ไม่มี แต่เสมหะเยอะมาก….เชื้อบ้าบออะไรนะ สงสารลูก….จะได้กลับบ้านวันไหน….แต่ทุกวันลูกชายยังร่าเริงแรงเยอะ…และกินบ้างไม่กินบ้าง แต่โดยรวมถือว่าดี ซึ่งอาการนี่ต้องดูรายวันกันเลยทีเดียว

    10/11/59
    อาการRSV วันนี้สรุปต้องนอนต่ออีกหนึ่งคืน เพราะเมื่อคืนมีไข้เพิ่มขึ้นมาอีก วันนี้คุณหมอมาเยี่ยมแล้วบอกว่าเธอเป็นเยอะมากเลยนะ ไม่รู้ญาติผู้ใหญ่ที่บ้านเป็นเกี่ยวกับภูมิแพ้มั้ย…. และเราตอบไปว่า “ยายทวดเป็นหอบหืดค่ะ ” เจอแล้ว เพราะแบบนี้ลูกชายเลยเป็นเยอะ เพราะวันมาลูกชายหอบด้วย ค่าออกซิเจนต่ำ เสมหะเลยรุมปอดกันมากมาย แต่โดยรวมลูกชายยังสดใส แรงเยอะ แรงม้า พลังช้างมาก ตอนพ่นยานึกว่าหลายวันจะพ่นง่าย ที่ไหนได้ตอนนี้ฟาดงวงฟาดงา….เด็กแค่ไม่ถึง2ขวบ แต่ผู้ใหญ่ 3 คนจับแทบไม่อยู่ แต่มีวิธีที่ทำให้ลูกสงบคือแม่ต้องหลบไปซ่อน แล้วเธอจะอ่อนแรงลง

    11/11/59
    ในที่สุดวันนี้ก็ได้กลับบ้านค่ะ ก่อนกลับคุณหมอให้เคาะปอดดูดเสมหะ และพ่นยาก่อนกลับ ลูกชายให้น้ำเกลือและยาฆ่าเชื้อหมดน้ำเกลือไป 4 ถุงค่ะ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดหมดไป 80,000 กว่าบาท ใช้ประกันสุขภาพของบริษัทสามี ประกันจ่ายบางส่วนก็จ่ายส่วนต่างหลักหมื่นนะคะ คือเป็นพนักงานบริษัทเงินเดือนก็ไม่ได้มากมาย หลักหมื่นที่ก็สะเทือนในมากแล้วค่ะ ถ้าจ่ายทั้งหมดต้องตายแน่ๆค่ะ
    ต้องขอบคุณพยาบาล คุณหมอที่ใส่ใจไข้ เรียกปุ๊บมาปั๊บ บริการมีระดับประทับใจจริงๆค่ะ และตอนนี้กลับมาพักรักษาตัวที่บ้าน จนถึงวันนี้ลูกชายยังเสียงแหบเป็นเป็ดอยู่เลยค่ะ ส่วนเราเองก็ยังไม่หายดี ไปไหนก็ใส่หน้ากากป้องกันกันไปค่ะ ยังไงก็เป็นกำลังใจให้แม่ๆพ่อๆทุกท่านสู้ๆๆๆนะคะ เวลาลูกป่วยเหนื่อยกายและเหนื่อยใจจริงๆค่ะ

    ทางเราต้องขอขอบคุณ คุณแม่ที่มาแชร์ประสบการณ์ให้คุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆได้ทราบด้วยค่ะ เพราะลูกคือดวงใจของคุณพ่คุณแม่แม้เจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยมักจะสร้างความกังวลใจมากมายให้กับคุณพ่อคุณแม่ จะดีกว่ามั้ยหากการทำประกันสุขภาพให้กับลูกเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายกรณีที่ลูกเจ็บป่วยโดยเฉพาะโรคร้ายที่พบบ่อยในเด็กและต้องนอนรักษาที่โรงพยาบาลค่ะ เพราะเราคาดเดาไม่ได้ค่ะ แอดมินขอเป็นกำลังใจให้เด็กๆที่กำลังป่วยหายไวๆ และกลับมาสุขภาพแข็งแรงเหมือนเดิมนะคะ

    ขอขอบคุณเรื่องราวของคุณแม่ joyjung_pomkung

  • มีสิทธิรักษาพยาบาล ควรทำประกันเพิ่มหรือไม่

    มีสิทธิรักษาพยาบาล ควรทำประกันเพิ่มหรือไม่

    สวสัดีค่ะ
    จากกระทู้คำถามจากพันทิปที่ว่า ตอนนี้ลูกเราอายุ 1 ปี 5 เดือน มีสิทธิรักษาพยาบาล 30 บาทในโรงพยาบาลที่ดีมากๆแห่งหนึ่ง ควรทำประกันสุขภาพเด็กเพิ่มหรือไม่ครับ และ
    จากคำถามที่คุณแม่ได้ตั้งไว้ก็มีสมาชิกพันทิปหลายๆท่านมาแสดงความคิดเห็นต่างๆ อิทิเช่น

    ความคิดเห็นจากคุณ teerit กล่าวว่า
    การทำประกันสุขภาพให้ลูกเพิ่มนั้น บอกยากครับ การที่เราจะทำประกันเพิ่มให้กับลูกนั้นต้องดูว่าคุณจริงจังและกังวลมากแค่ไหน สามารถดูแลเองได้ไหม เพราะโรงพยาบาลของรัฐแอดมิทยากกว่าโรงพยาบาลเอกชนครับ ส่วนตัวผมทำประกันแบบเหมาจ่ายไว้ กรณีกลัวลูกป่วยบ่อยๆ ส่วนกรณีที่ป่วยหนักหรือโรคร้ายแรงก็ต้องเข้าโรงพยาบาลรัฐอยู่แล้วครับ เพราะถ้าป่วยหนักขนาดนั้นจริงประกันเหมาจ่ายก็เอาไม่อยู่ครับ ของผลเองป่วยไป 2 ครั้งแบบถ้าไปหาหมอเอกชนได้นอนแน่นอนแต่ก็ดูกันเองครับเหนื่อยหน่อย ไม่จำเป็นไม่อยากให้นอนโรงพยาบาลมันมีข้อเสียและความเสี่ยงอยู่แต่ก็มีพ่อแม่หลายๆคนจะชอบให้นอนเพราะเบิกประกันได้ถึงแม้จริงๆจะไม่จำเป็นก็เถอะ ถ้าไม่มากเกินไปก็พอไหวประกันจ่าย ถ้ามากไปหมอก็จะบอกเลยว่าถ้านอนประกันอาจจะไม่จ่ายครับ ลองถามตัวเองดูนะครับอีกอย่างโรงพยาบาลรัฐบางทีจะได้ห้องรวมเป็นส่วนใหญ่ก็จะเสี่ยงขึ้นไปอีกหน่อยอาจได้โรคเพิ่มง่ายขึ้นครับ
    ถ้าให้แนะนำแบบฟันธงเลยก็ขอบอกว่าทำเถอะครับแต่ต้องตัดใจเงินก้อนนั้นนะ อย่างของผมตัวแทนก็ยังเสียดายบอกไม่อยากให้ทำเหมาจ่ายเพราะเบี้ยแพงให้ทำยูนิตลิงค์ แถมของลูกผมมีสวัสดิการที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งลดราคาบางส่วนอยู่แล้วแต่ผมถือว่าเป็นเรื่องการบริหารความเสี่ยงก็ทำแบบเหมาจ่ายไป แต่ตัดใจทิ้งค่าเบี้ยเลยครับที่แนะนำเพราะโรงเรียนสมัยนี้ห้องแอร์ซะมาก มีโอกาสป่วยบ่อยแน่นอนครับ

    ความคิดเห็นจากคุณ แม่ใหญ่สอน กล่าวว่า
    เด็กแรกเกิดถึง 5 ปี มีโอกาสป่วยง่ายและบ่อยค่ะ ยิ่งถ้าเข้าโรงเรียนแล้วมีโอกาสบ่อยบ่อยขึ้นเพราะอาจติดจากเพื่อนๆ แต่ถ้าคุณแม่มั่นใจว่าโรงพยาบาลตามสิทธิ 30 บาท เขาจะรักษาได้ดีและมีเตียงสำหรับลูกเราตลอด 24 ชม. เผื่อเกิดเจ็บป่วยฉุกเฉินช่วงกลางคืนก็ไม่ต้องทำประกันเพิ่มก็ได้ค่ะ หรือถ้าคุณแม่กังวล หรืออยากมีไว้เพื่อความอุ่นใจไม่ว่าลูกเราเจ็บป่วยขนาดไหน ตอนไหน จะเข้าโรงพยาบาลเอกชนหรือไม่ เราก็มีเงินจ่ายก็ทำประกันเผื่อไว้เลยคะ ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการรักษาให้เบาลงกรณีที่ต้องจ่ายมากๆค่ะ

    ความคิดเห็นจากคุณ Deathangel กล่าวว่า
    ส่วนตัวเราคิดว่าขึ้นอยู่กับเรารับได้หรือไม่กับสิทธิรักษาพยาล 30 บาทที่ได้รับ เช่น กรณีนอนโรงพยาบาลก็ต้องนอนตามที่สิทธิกำหนด(ห้องรวม) ไม่ใช่ห้องรวมไม่ดีนะครับ (เพราะลูกผมล่าสุดป่วยหนักจึงต้องแอดมิทอยู่ห้องรวม เพื่อให้พยาบาลสามารถดูแลได้ทั่วถึงครับ) และก็มีข้อจำกัด เช่น ให้เฝ้าได้คนเดียวซึ่งก็จะเหนื่อยหน่อยครับตอนกลางคืนต้องเฝ้าคนเดียวดูคนเดียว ถ้าเป็นพิเศษเดี่ยวก็จะอยู่เฝ้าด้วยกันได้ครับ ซึ่งถ้าต้อง admit และไม่มี Criteria ให้ต้องอยู่ห้องรวมผมก็อยากเลือกพิเศษเดี่ยวครับ ผมจึงเลือกทำประกันไว้ด้วยครับ(เผื่อกรณีจำเป็นห้องไม่ว่าง ก็ยังผ่อนหนักผ่อนเบากรณีต้องเข้าเอกชน) โดยทำความคุ้มครองแค่เพียงพอสำหรับโรงพยาบาลรัฐ(ซึ่งต้องยอมรับว่าเตียงหายากมาก และถ้าใกล้หายแล้วมีคนหนักกว่าคอยเตียง หมอจะขอให้ discharge เพื่อให้คนที่ป่วยหนักกว่าได้เตียงครับ)

    ความคิดเห็นจากคุณ smallkid กล่าวว่า
    เราก็มีสิทธิของราชการค่ะ แต่ก็ทำประกันสุขภาพให้ลูกเลือกที่พอจ่ายค่าห้องของโรงพยาบาลที่คาดว่าจะใช้ประจำ เรื่องค่ารักษา โรคที่เด็กๆเป็นกันบ่อยๆ ค่ารักษามักจะไม่สูงค่ะ ที่เน้นให้ดูค่าห้องเพราะปัจจุบันค่าห้องสูงกว่าที่คิดไว้ค่ะ โรงพยาบาลระดับกลางๆค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าพยาบาล คืนหนึ่งต้องมี 4,000 – 5,000 บาท ลูกเราค่ารักษา 40,000 ยังไม่เคยต้องจ่ายเพิ่มค่ะ จะป่วยบ่อยแค่ช่วง 1 – 2 ปีแรกที่เข้าเรียนอนุบาลค่ะ ตอนนี้ 5 ขวบ ไม่ต้องแอดมิทแล้ว ไม่แนะนำประกันพวกเหมาจ่ายค่ะเพราะถ้าเคลมเยอะๆปีต่อไปอาจถูกยกเลิกได้ง่ายๆค่ะ(เราเจอมาแล้ว)

    ความคิดเห็นจากคุณ Jarunya.b กล่าวว่า
    เราว่าควรทำค่ะ เราทำควบในยูนิตลิงต์ให้ลูกเหมือนกันค่ะ เอาแบบตัวท๊อปเลยกัดฟันทำคิดซะว่าเป็นทุนไว้ให้ลูก เพราะบางทีโรคที่ยาแพงๆโรงพยาบาลรัฐกว่าจะอนุมัติยาได้ก็หลายขั้นตอนนะคะ แล้วก็ไม่รู้ว่านโยบายแต่ละแห่งจะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหนอนาคตลูกจะอยู่ไหนก็ยังไม่รู้ค่ะ

    ความคิดเห็นจากคุณ นายแสงจันทร์ กล่าวว่า
    ถ้าบริหารการเงินได้ระดับหนึ่ง จะทำไว้ก็ไม่เสียหายครับ บางครั้งป่วยแล้วจะมาคิดหากรมธรรม์เพื่อครอบคลุมมันก็ยากนะครับ เพราะบางบริษัทฯอาจไม่คุ้มครองโรคที่เคยป่วยมาแล้วครับ

    ความคิดเห็นจากหมายเลข 4731469 กล่าวว่า
    ลูกผมก็ใช้สิทธิ 30 บาทนะ แต่ก็ทำประกันสุขภาพไว้ด้วยเพราะเด็กป่วยเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ป่วยแล้วไม่อยากให้แอทมิทโรงพยาบาลรัฐ มันจุกจิกไปหน่อยครับ

    ส่วนตัวแอดมิทคิดว่า การทำประกันสุขภาพเด็กเพิ่มนั้นเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองหลายๆท่านเรื่องทำให้กับลูกน้อย เพื่อเป็นหลักประกันความเสี่ยงในเรื่องของลูกภาพให้กับลูกรัก แบ่งเบาเรื่องของค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เพราะการเจ็บป่วยของลูกในแต่ละครั้งเราต่างต้องการให้ลูกได้รับการรักษาที่ดีที่สุดค่ะ

    ขอบคุณที่มา pantip.com

  • ประกันสุขภาพเด็กอาคเนย์ประกันชีวิต

    ประกันสุขภาพเด็กอาคเนย์ประกันชีวิต

    สวัสดีค่ะ
    บทความนี้เรานำข้อมูลเกี่ยวกับประกันสำหรับเด็กของบริษัทอาคเนย์ประกันชีวิต แผนประกันสุขภาพเด็กเพื่อลูกรักให้ได้รับความคุ้มครองที่ดีที่สุด สุดคุ้มที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลของลูกน้อย มาฝากคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังสนใจแผนประกันสุขภาพจากค่ายนี้ค่ะ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่พิจารณาเลือกตามความต้องการที่สุดค่ะ โดยแบ่งเป็น 4 แผนหลักๆ ดังนี้

    ประกันสุขภาพเด็ก แผนมาตรฐาน (มีเงินชดเชยรายวัน)

    • คุ้มครองสุขภาพเด็กตั้งแต่อายุ 1 เดือน ถึง 15 ปี
    • ค่าห้องสูงสุดจำนวน 3,700 บาทต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 90 วัน ต่อครั้งต่อโรค
    • เงินชดเชยกรณีนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 1,000 บาท/วัน
    • คุ้มครองผู้ป่วยนอกจากอุบัติเหตุ ค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน ขณะเป็นผู้ป่วยนอกเนื่องจากอุบัติเหตุและรักษาต่อเนื่อง
    • คุ้มครองค่าใช้จ่ายส่วนเกินให้อีก 90% ในความคุ้มครองอื่นๆ ยกเว้นค่าห้องค่าอาหาร จะรับผิดชอบให้ตามตารางผลประโยชน์
    • อัตราเบี้ยประกันเพิ่ม-ลดตามอายุของผู้เอาประกัน
    • เงื่อนไขไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องซื้อพ่วงพ่อแม่
    • ฯลฯ

    หมายเหตุ : ข้อยกเว้นเป็นไปตามเงื่อนไขของแผนประกันฯ รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้จากตัวแทนประกันค่ะ

    ประกันสุขภาพเด็ก สะสมทรัพย์ (เงินคืนระหว่างปี, เงินชดเชยรายวัน)

    • คุ้มครองสุขภาพเด็กตั้งแต่อายุ 1 เดือน ถึง 15 ปี
    • ค่าห้องสูงสุดจำนวน 3,700 บาทต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 90 วัน ต่อครั้งต่อโรค
    • เงินชดเชยรายได้ จากการเข้าพักรักษาตัวในฐานะผู้ป่วยในวันละ 1,000 บาท
    • คุ้มครองผู้ป่วยนอกจากอุบัติเหตุค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน
    • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลอันเนื่องมาจากอุบัติผู้ป่วยนอกและต่อเนื่อง
    • รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนเกินให้อีก 90% ของค่าใช้จ่ายส่วนที่เกินในแต่ละผลประโยชน์ และไม่เกินยอดรวมผลประโยชน์สูงสุดต่อครั้ง
    • บเงินคืนต่อเนื่อง 10% ของทุนประกันทุก 3 ปี เริ่มตั้งแต่สิ้นปีที่ 3 จนถึงสิ้นปีที่ 18
    • รับเงินก้อนเป็นทุนการศึกษา สิ้นปีที่ 21 รับเงิน 40% ของทุนประกัน
    • จ่ายคืนทุกปีจนสิ้นสุดสัญญา รับเงินคืน 5% ของทุนประกันตั้งแต่สิ้นปีที่ 22 เป็นต้นไป
    • อัตราเบี้ยประกันเพิ่ม-ลดตามอายุของผู้เอาประกัน
    • เงื่อนไขไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องซื้อพ่วงพ่อแม่
    • ฯลฯ

    หมายเหตุ : ข้อยกเว้นเป็นไปตามเงื่อนไขของแผนประกันฯ รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้จากตัวแทนประกันค่ะ

    ประกันสุขภาพเด็ก สไมล์คิดส์

    • คุ้มครองสุขภาพเด็กตั้งแต่อายุ 1 เดือน ถึง 15 ปี
    • ค่าห้องสูงสุดจำนวน 3,700 บาทต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 90 วัน ต่อครั้งต่อโรค
    • คุ้มครองผู้ป่วยนอกจากอุบัติเหตุ ค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน ขณะเป็นผู้ป่วยนอกเนื่องจากอุบัติเหตุ
    • รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนเกินให้อีก 90% ของค่าใช้จ่ายส่วนที่เกินในแต่ละผลประโยชน์ และไม่เกินยอดรวมผลประโยชน์สูงสุด
    • เบี้ยประกันเบาๆ อายุ 0-5 ปี ให้ความคุ้มครองสูงสุดในแผน 3 เบี้ยเพียง 13,3xx บาทเท่านั้น
    • อัตราเบี้ยประกันเพิ่ม-ลดตามอายุของผู้เอาประกัน
    • เงื่อนไขไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องซื้อพ่วงพ่อแม่
    • ฯลฯ

    หมายเหตุ : ข้อยกเว้นเป็นไปตามเงื่อนไขของแผนประกันฯ รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้จากตัวแทนประกันค่ะ

    ประกันสุขภาพเด็ก แผนเพื่อลูกรัก

    • ค่าห้องสูงสุดจำนวน 7,400 บาทต่อวัน (สูงสุดไม่เกิน 90 วันต่อครั้งต่อโรค)
    • รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนเกินให้อีก 90% ของค่าใช้จ่ายส่วนที่เกินในแต่ละผลประโยชน์ และไม่เกินยอดรวมผลประโยชน์สูงสุด
    • คุ้มครองผู้ป่วยนอกจากอุบัติเหตุ ค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน ขณะเป็นผู้ป่วยนอกเนื่องจากอุบัติเหตุ
    • เงินชดเชยรายได้จากการเข้าพักรักษาตัวในฐานะผู้ป่วยในวันละ 1,000 บาท
    • อัตราเบี้ยประกันเพิ่ม-ลดตามอายุของผู้เอาประกัน
    • เงื่อนไขไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องซื้อพ่วงพ่อแม่
    • ฯลฯ

    หมายเหตุ : ข้อยกเว้นเป็นไปตามเงื่อนไขของแผนประกันฯ รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้จากตัวแทนประกันค่ะ

    ขอบคุณข้อมูลจากบริษัทอาคเนย์ประกันชีวิตค่ะ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาประกันให้กับลูกรักนะคะ

  • ประกันเด็กยอดนิยม

    ประกันเด็กยอดนิยม

    ทำประกันสุขภาพให้ลูกบริษัทไหนดี? คำถามยอดนิยมจากคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาประกันสุขภาพให้กับลูกน้อย เนื่องจากเด็กมีแนวโน้นที่จะเจ็บป่วยและบาดเจ็บได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ ด้วยในเด็กเล็กมีภูมิต้านทานเชื้อโรคต่ำและการเจ็บป่วยของเด็กเล็กมักตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างแพงโดยเฉพาะในบางโรคที่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะทำประกันสุขภาพให้กับลูกค่ะ วันนี้เราจึงได้นำตัวอย่างความคิดเห็นจากคุณพ่อคุณแม่ชาวพันทิป เกี่ยวกับการเลือกประกันสุขภาพให้ลูกน้อยและส่วนใหญ่จะเลือกใช้ประกันสุขภาพของบริษัทไหนบ้าง ตามมาดูได้เลยจ้า….

    ความคิดเห็นจาก คุณเพชรแพรวา

    ประกันเด็กพันทิป

    คุณแพรวแพรวาเลือกทำประกันในโครงการขวัญกมล อยุธยา อลิอันซ์ 20/90 ทำตั้งแต่ลูกอายุ 1 เดือน ตอนนี้ครบมาสองปีแล้วค่ะ โดยใช้วิธีให้แต่ละบริษัทเสนอเงื่อนไขการประกัน วงเงิน เบี้ยประกันที่ต้องชำระส่งให้ดูค่ะ และเอามานั่งอ่านแล้วเราก็เลือกที่เรา “ไหว” ค่ะ ไม่ใช่ดีที่สุดแต่เราจ่ายไหวค่ะ

    ความคิดเห็นจากคุณ Volksrecht

    ประกันสุขภาพเด็กพันทิป

    คุณ Volksrecht เลือกใช้ประกันของ FWD และ AIA เพราะปกติเอาลูกเข้าโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯค่ะ
    FWD ข้อดีคือเวลาที่ลูกเข้าโรงพยาบาลเคลมง่ายและเร็วค่ะ
    AIA เป็นบริษัทประกันที่มีคนใช้บริการเยอะมากค่ะ ทำเรื่องเคลมก่อนออกจากโรงพยาบาลในบางครั้ง 3 ชั่วโมงจนรอไม่ไหว เอาบัตรเครดิตไปรูดประกันไว้ก่อนและพอเคลมเสร็จทางโรงพยาบาลค่อยแคนเซิลบัตรเครดิตให้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลแจ้งว่า การเคลมประกันของทาง AIA จะทำการเคลมให้ตามคิว ยื่นเรื่องก่อนพิจารณาก่อนซึ่งมันนานมาก โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์หรือในช่วงที่โรคเด็กแพร่ระบาดค่ะ

    ความคิดเห็นจากคุณ arrissat

    ประกันสุขภาพเด็กpantip

    คุณ arrissat เลือกทำประกันของไทยประกันภัย โดยซื้อผ่านทางธนาคารทหารไทยมา 2 ปีติดต่อกันแล้วค่ะ ลูกเราอายุ 4 ขวบ ซื้อประกันสุขภาพโดยค่าเบี้ยประกันประมาณ 12,000 บาท เคลมได้ครั้งละ 30,000 บาท ไม่จำกัดวงเงินค่าห้องและไม่จำกัดว่าในหนึ่งห้ามเคลมเกินกี่ครั้งค่ะ

    ความคิดเห็นจากคุณ Deathangel

    รีวิวประกันสุขภาพเด็กpantip

    คุณ Deathangel ลูก 2 คน อายุ 4 ขวบ กับ 1 ขวบครับ เน้นนอนโรงพยาบาลของรัฐ ค่าห้องประมาณ 3000++ และกรณีนอนโรงพยาบาลยอมจ่ายส่วนเกินนิดหน่อยครับ(ถ้ามี) ผมเลือกใช้เมืองไทยประกันชีวิต และเลือกประเภทแยกค่าใช้จ่ายโดยค่าเบี้ยประมาณ 28,000 กว่าๆต่อคนครับ (รู้สึกตอนนี้แบบประกันนี้ค่าเบี้ยจะขึ้นแล้วครับต้องลองตรวจสอบดูนะครับ) แต่ถ้าเลือกแบบเหมาจ่าย ส่วนเกินแทบจะไม่ต้องเสียครับแต่ค่าเบี้ยก็จะประมาณ 4-5 หมื่นบาทต่อปี ผมเลือกแบบแยกค่าใช้จ่ายเพราะว่ากรณีไม่ป่วย ก็ถือว่าเสียเบี้ยน้อยหน่อยหรือกรณีป่วยไม่หนักมากก็มีส่วนเกินประมาณไม่เกินหมื่น แต่ถ้าป่วยปีละ 2 ครั้งค่าใช้จ่ายก็จะพอๆกับแบบเหมาจ่ายพอดี กรณีป่วยหนัก (มองในแง่ดีน่าจะเกิดน้อย) ผมก็ยอมรับความเสี่ยงเอาครับ โดยมีทำแบบแบ่งจ่ายกับบริษัทประกันแบบ 80/20 ไว้ (ประกันจ่าย 80 เราจ่าย 20 สูงสุด 200,000 บาท) และล่าสุดลูกสาวป่วยเป็น RSV ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลศิริราช 4 คืน ห้องพิเศษเดี่ยว 2 คืน ห้องสามัญ 2 คืน (โดนย้ายลงสามัญเนื่องจากอาการหนักขึ้นต้องให้พยาบาลดูแลใกล้ชิดหมอและพยาบาลจะสังเกตได้ง่ายกว่า) ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 26,957 ประกันจ่ายให้ 26,777 มีส่วนเกิน 180 บาท (ค่าไฟฟ้า) และได้เงินชดเชยรายได้คืนละ 500 บาท โดยส่งมาเป็นเช็คจำนวนเงิน 2,000 บาท (ได้รับเช็ค 3 วันหลังจากออกโรงพยาบาลครับ

    จากตัวอย่างความคิดเห็นของคุณพ่อคุณแม่ชาวพันทิปข้างต้นนี้จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะเลือกทำประสุขภาพให้กับลูกน้อยบริษัทที่แตกต่างกันตามความเหมาะสมค่ะ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือคุณพ่อคุณแม่ทุกคนล้วนเห็นถึงความจำเป็นของประกันสุขภาพลูกรักค่ะ ดังนั้นการเลือกประกันสขภาพลูกรักควรเลือกให้ตรงกับความต้องการมากที่สุดบวกกับค่าเบี้ยประกันที่เราสามารถจ่ายไหวค่ะ

  • ประกันสุขภาพเด็ก 6-20 ปี (ไทยประกันชีวิต)

    ประกันสุขภาพเด็ก 6-20 ปี (ไทยประกันชีวิต)

    ลูกเริ่มโตแล้วจำเป็นต้องทำประกันสุขภาพหรือไม่?
    การทำประกันสุขภาพไม่ว่าช่วงวัยไหนล้วนมีความจำเป็นเหมือนกันค่ะ เพราะการเจ็บป่วยเราไม่สามารถคาดเดาหรือรู้ล่วงหน้าได้ค่ะ และบทความนี้เราได้รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับแผนประกันสุขภาพสำหรับเด็กอายุ 6-20 ปี จากไทยประกันชีวิตมาฝากคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาประกันสุขภาพให้กับลูกรักวัยซน เนื่องจากเด็กในช่วงวัย 6 ขวย เป็นวัยแห่งการเรียนรู้ วัยเข้าโรงเรียนแล้ว ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้นการทำประกันสุขภาพจึงเป็นวิธีหนึ่งสิ่งที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองหมดกังวลลดความเสี่ยงเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเมื่อลูกรักป่วย เพราะค่ารักษาพยาบาลสำหรับเด็กในปัจจุบันโดยเฉพาะโรคร้ายแรงหรือโรคที่ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาลนั้นค่อนข้างสูงค่ะ การทำประกันสุขภาพเด็กจึงเป็นทางเลือกในการลดความเสี่ยง ทำให้อุ่นใจไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลค่ะ

    แผนประกันสุขภาพสำหรับเด็กอายุ 6 – 20 ปี จากไทยประกัน มีแบบไหนบ้างตามแอดมินมาเลยจ้า…

    ประกันสุขภาพเด็ก “แบบพิเศษ”
    ประกันสุขภาพเด็กอายุตั้งแต่ 6-20 ปี คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น มีค่า OPD คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีฉุกเฉิน ลดความเสี่ยงการเจ็บป่วยที่ต้องใช้เงินรักษาจำนวนมาก

    • เบี้ยประกันเริ่มต้นที่ 2,200 บาทต่อเดือน
    • ค่ารักษาพยาบาลแบบเหมาจ่ายจำนวน 120,000 บาท/ครั้ง/โรค
    • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล OPD 500 บาท/ครั้ง
    • ค่าห้องพิเศษ ค่าอาหารจำนวน 3,500 บาท/วัน
    • เงินชดเชยกรณีนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลจำนวน 1,000 บาท/วัน
    • จ่ายค่ารักษาด้วย Stem Cell 300,000 บาท/กรมธรรม์
    • ฯลฯ

    หมายเหตุ : รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้จากตัวแทนประกันค่ะ (รายละเอียดประกันขึ้นอยู่กับอายุและเพศของผู้เอาประกัน)

    ประกันสุขภาพเด็ก “แบบที่ 1”
    ประกันสุขภาพเด็กอายุตั้งแต่ 6-20 ปี แบบที่ 1 คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีฉุกเฉิน ลดความเสี่ยงการเจ็บป่วยที่ต้องใช้เงินรักษาจำนวนมาก

    • เบี้ยประกันเริ่มต้นที่ 1,600 บาทต่อเดือน
    • ค่ารักษาพยาบาลแบบเหมาจ่ายจำนวน 225,000 บาท/ครั้ง/โรค
    • ค่าห้องพิเศษ ค่าอาหาร จำนวน 6,500 บาท/วัน
    • เงินชดเชยกรณีนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลจำนวน 1,000 บาท/วัน
    • จ่ายค่ารักษาด้วย Stem Cell 300,000 บาท/กรมธรรม์
    • ฯลฯ

    หมายเหตุ : รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้จากตัวแทนประกันค่ะ (รายละเอียดประกันขึ้นอยู่กับอายุและเพศของผู้เอาประกัน)

    ประกันสุขภาพเด็ก “แบบที่ 2”
    ประกันสุขภาพเด็กอายุตั้งแต่ 6-20 ปี แบบที่ 2 คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลปานกลาง คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีฉุกเฉิน ลดความเสี่ยงการเจ็บป่วยที่ต้องใช้เงินรักษาจำนวนมาก

    • เบี้ยประกันเริ่มต้นที่ 1,900 บาทต่อเดือน
    • ค่ารักษาพยาบาลแบบเหมาจ่ายจำนวน 230,000 บาท/ครั้ง/โรค
    • ค่าห้องพิเศษ ค่าอาหาร จำนวน 7,000 บาท/วัน
    • เงินชดเชยกรณีนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลจำนวน 1,500 บาท/วัน
    • จ่ายค่ารักษาด้วย Stem Cell 300,000 บาท/กรมธรรม์
    • ฯลฯ

    หมายเหตุ : รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้จากตัวแทนประกันค่ะ (รายละเอียดประกันขึ้นอยู่กับอายุและเพศของผู้เอาประกัน)

    ประกันสุขภาพเด็ก “แบบที่ 3”
    ประกันสุขภาพเด็กอายุตั้งแต่ 6-20 ปี แบบที่ 3 คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลระดับสูง คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีฉุกเฉิน ลดความเสี่ยงการเจ็บป่วยที่ต้องใช้เงินรักษาจำนวนมาก

    • เบี้ยประกันเริ่มต้นที่ 2,300 บาทต่อเดือน
    • ค่ารักษาพยาบาลแบบเหมาจ่ายจำนวน 235,000 บาท/ครั้ง/โรค
    • ค่าห้องพิเศษ ค่าอาหาร จำนวน 8,000 บาท/วัน
    • เงินชดเชยกรณีนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลจำนวน 2,000 บาท/วัน
    • จ่ายค่ารักษาด้วย Stem Cell 300,000 บาท/กรมธรรม์
    • ฯลฯ

    หมายเหตุ : รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้จากตัวแทนประกันค่ะ (รายละเอียดประกันขึ้นอยู่กับอายุและเพศของผู้เอาประกัน)

    ประกันสุขภาพเด็ก “แบบที่ 4”
    ประกันสุขภาพเด็กอายุตั้งแต่ 6-20 ปี แบบที่ 4 คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลระดับสูงสุด คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีฉุกเฉิน ลดความเสี่ยงการเจ็บป่วยที่ต้องใช้เงินรักษาจำนวนมาก

    • เบี้ยประกันเริ่มต้นที่ 2,900 บาทต่อเดือน
    • ค่ารักษาพยาบาลแบบเหมาจ่าย จำนวน 245,000 บาท/ครั้ง/โรค
    • ค่าห้องพิเศษ ค่าอาหาร จำนวน 9,000 บาท/วัน
    • เงินชดเชยกรณีนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลจำนวน 2,000 บาท/วัน
    • จ่ายค่ารักษาด้วย Stem Cell 300,000 บาท/กรมธรรม์
    • ฯลฯ

    หมายเหตุ : รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้จากตัวแทนประกันค่ะ (รายละเอียดประกันขึ้นอยู่กับอายุและเพศของผู้เอาประกัน)

    เพราะสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ การมีสุขภาพกายที่ดี ย่อมส่งผลให้มีสุขภาพใจที่ดีและดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ดังนั้นการทำประกันสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายในการรักษาจึงเป็นสิ่งจำเป็นค่ะ และการเลือกทำประกันในแต่ละครั้งควรพิจารณาให้ทีถ้วนเพื่อประโยชน์ต่อตัวลูกน้อยและคุณค่ะ

  • ประกันสุขภาพลูกน้อย 0 – 5 ปี(ไทยประกันชีวิต)

    ประกันสุขภาพลูกน้อย 0 – 5 ปี(ไทยประกันชีวิต)

    ประกันสุขภาพลูกน้อย 0 – 5 ปี(ไทยประกันชีวิต)
    ทำไมต้องทำประกันสุขภาพลูกน้อย(อายุ 0 – 5 ปี) เพราะเด็กในช่วงวัยนี้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย เจ็บป่วยบ่อยและค่ารักษาพยาบาลเด็กแรกเกิดมักสูงกว่าเด็กในช่วงวัยอื่นๆ ดังนั้นการทำประกันสุขภาพเด็กแรกเกิดจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุณพ่อคุณแม่ควรมีไว้ค่ะ เพื่อลดความเสี่ยงและหมดความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เมื่อต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนโดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงินสด โดยทั่วไปแพคเกจประกันสุขภาพของเด็กอายุตั้งแต่ 0 – 5 ปีจะเน้นในเรื่องของค่ารักษาพยาบาลเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลของรัฐหรือโรงพยาบาลเอกชนให้มากที่สุดค่ะ ดังนั้นการเลือกทำประกันทุกครั้งจึงควรพิจารณารายเอียดของกรมธรรม์ การคุ้มครองและเบี้ยประกัน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าที่สุดค่ะ วันนี้เรามีข้อมูลเบื้องต้นแพคเกจประกันสุขภาพเด็กแรกเกิดอายุตั้งแต่ 0 – 5 ปี จากไทยประกันมาฝากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ โดยมีแผนความคุ้มครองให้พิจารณา 3 แบบ ดังนี้

    แบบที่ 1 ประกันสุขภาพเด็ก(10,000)
    ประกันสุขภาพลูกน้อย 0 – 5 ปี คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น

    • เบี้ยประกันเริ่มต้นที่ 1,600 บาทต่อเดือน
    • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น(ไม่ผ่าตัด) 10,000 บาท/ครั้ง/โรค
    • ค่ารักษาพยาบาลที่มีการผ่าตัด 50,000 บาท/ครั้ง/โรค
    • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเหมาจ่ายอุบัติเหตุ OPD 20,000 บาท/ครั้ง
    • เงินชดเชยกรณีนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 500 บาท/วัน
    • ฯลฯ
      รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้จากตัวแทนประกันค่ะ (รายละเอียดประกันขึ้นอยู่กับอายุและเพศของผู้เอาประกัน)

    แบบที่ 2 ประกันสุขภาพเด็ก(15,000)
    ประกันสุขภาพลูกน้อย 0 – 5 ปี คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลระดับปานกลาง

    • เบี้ยประกันเริ่มต้นที่ 2,300 บาทต่อเดือน
    • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น(ไม่ผ่าตัด) 15,000 บาท/ครั้ง/โรค
    • ค่ารักษาพยาบาลที่มีการผ่าตัด 75,000 บาท/ครั้ง/โรค
    • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเหมาจ่ายอุบัติเหตุ OPD 30,000 บาท/ครั้ง
    • เงินชดเชยกรณีนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 500 บาท/วัน
    • ฯลฯ
      รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้จากตัวแทนประกันค่ะ (รายละเอียดประกันขึ้นอยู่กับอายุและเพศของผู้เอาประกัน)

    แบบที่ 3 ประกันสุขภาพเด็ก(20,000)
    ประกันสุขภาพลูกน้อย 0 – 5 ปี คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลระดับสูง

    • เบี้ยประกันเริ่มต้นที่ 2,700 บาทต่อเดือน
    • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น(ไม่ผ่าตัด) 20,000 บาท/ครั้ง/โรค
    • ค่ารักษาพยาบาลที่มีการผ่าตัด 100,000 บาท/ครั้ง/โรค
    • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเหมาจ่ายอุบัติเหตุ OPD 40,000 บาท/ครั้ง
    • เงินชดเชยกรณีนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 500 บาท/วัน
    • ฯลฯ
      รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้จากตัวแทนประกันค่ะ (รายละเอียดประกันขึ้นอยู่กับอายุและเพศของผู้เอาประกัน)

    สุดท้ายแล้วไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะเลือกทำประกันสุขภาพคุ้มครองให้ลูกน้อยแบบใดหรือบริษัทใดก็ตามควรพิจารณาให้ทีถ้วนเพื่อประโยชน์ต่อตัวลูกน้อยและคุณค่ะ

  • สิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจทำประกันสุขภาพเด็ก

    สิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจทำประกันสุขภาพเด็ก

    สิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจทำประกันสุขภาพเด็ก

    สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาช่วยแนะนำสิ่งสำคัญก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อประกันสุขภาพให้กับลูกน้อยค่ะ เพราะสุขภาพและความปลอดภัยของลูกเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งที่มักสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครอง เพราะทุกครั้งที่เห็นว่าลูกเจ็บป่วยคนเป็นพ่อเป็นแม่จะเจ็บยิ่งกว่า ซึ่งเด็กๆมีโอกาสติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่าย เนื่องจากระบบภูมิต้านทานต่อโรคยังไม่แข็งแรงเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่มีการโรคระบาดต่างๆในเด็ก การเจ็บป่วยของลูกในแต่ละครั้งมักจะตามมาด้วยค่ารักษาพยาบาลที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นการวางแผนการเงินเพื่อลูกที่ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายเมื่อลูกป่วยนี้ สร้างความอุ่นใจว่าลูกของเรานั้นจะได้รับการรักษาได้อย่างเต็มที่ค่ะ การพิจารณารายละเอียดของประกันให้ครบถ้วนก่อนตัดสินซื้อประกันนั้นค่ะ

    เรื่องที่ 1 ตรวจสอบความคุ้มครองที่มีอยู่เพียงพอต่อความคุ้มครองของลูกหรือยัง เช่น สวัสดิการที่ทำงานของคุณพ่อคุณแม่, สวัสดิการภาครัฐ เป็นต้น

    • สวัสดิการที่ทำงานของคุณพ่อคุณแม่ ถ้าคุณพ่อคุณแม่รับราชการหรือเป็นพนักงานองค์กรรัฐวิสาหกิจ จะได้รับสวัสดิการคุ้มครองทางด้านสุขภาพของบิดา มารดา ตัวเอง คู่สมรสและบุตรในการเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐโดยสามารถเบิกจ่ายได้ทั้งหมด หรือบางหน่วยงานสามารถรับสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนได้เพิ่มเติม
    • สวัสดิการภาครัฐ สิทธิคุ้มครองภาครัฐที่เด็กแรกเกิดได้รับคือสิทธิบัตรทอง ซึ่งสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาล รับการตรวจวินิจฉัยโรคทั่วไปและโรคเรื้อรัง รวมถึงโรคเฉพาะทางต่างๆ ทั้งในฐานะผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก

    เรื่องที่ 2 การเลือกแบบประกันสุขภาพให้เหมาะสม ซึ่งสามารถเลือกได้ 2 แบบ ดังนี้

    • ประกันสุขภาพแบบเดี่ยว คือ การทำประกันคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและอุบัติเหตุแบบเดี่ยวไม่ต้องซื้อประกันชีวิตเป็นสัญญาหลัก โดยสามารถซื้อความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายรายปีได้ เพื่อให้ความคุ้มครองทั้งกรณีเป็นผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก รายละเอียดความคุ้มครองตามที่บริษัทประกันได้กำหนดในแบบประกันไว้แล้ว
    • ประกันสุขภาพแบบพ่วง คือ การทำประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ โดยซื้อเป็นอนุสัญญาเพิ่มเติมพ่วงกับประกันชีวิตที่เป็นสัญญาหลัก มีการต่ออายุสัญญาการคุ้มครองเป็นรายปีและสามารถต่ออายุอนุสัญญาได้นานเท่ากับระยะเวลาคุ้มครองของสัญญาประกันชีวิตตัวหลัก ซึ่งการซื้อประกันแบบพ่วงนี้มักมีค่าเบี้ยประกันสูงกว่าแบบจ่ายเดี่ยวเนื่องจากต้องจ่ายเบี้ยรวมกับประกันชีวิตที่เป็นสัญญาหลักค่ะ

    เรื่องที่ 3 ความคุ้มครองในการรักษาพยาบาล ซึ่งสามารถแบ่งได้ 2 แบบ ดังนี้

    • ความคุ้มครองแบบผู้ป่วยใน(IPD) คือ การรักษาพยาบาลในกรณีที่ต้องนอนโรงพยาบาล โดยคุ้มครองค่าใช่จ่ายหลักๆ คือ ค่าห้อง ค่ารักษาพยาบาล ค่าแพทย์ที่ปรึกษา ค่าผ่าตัด ค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉินหากเกิดจากอุบัติเหตุ เป็นต้น
    • ความคุ้มครองแบบผู้ป่วยนอก(OPD) คือ การรักษาพยาบาลโดยไม่ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถพิจารณาได้จากโอกาสเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆในแต่ละปีของลูกน้อย และวงเงินความคุ้มครองที่ต้องการค่ะ

    เรื่องที่ 4 รูปแบบวงเงินการคุ้มครอง ซึ่งมีด้วยกัน 2 แบบ ดังนี้

    • แบบวงเงินเหมาจ่าย คือประกันที่มีการกำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาลหลักๆ เช่น ค่าห้อง ค่าแพทย์ ค่ารักษาพยาบาลเป็นวงเงินที่ชัดเจน แต่เพิ่มวงเงินแบบเหมาจ่ายในรายการค่าใช้จ่ายพิเศษ เช่น ค่ารถโรงพยาบาลฉุกเฉิน ค่าตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยา ค่าผ่าตัด โดยสามารถเบิกได้ตามจริงแต่ต้องไม่เกินวงเงินสูงสุดที่กำหนดไว้ในแบบประกัน เพื่อเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นค่าใช้จ่ายในการรักษาตามจริง ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายนี้เบี้ยประกันมักสูงกว่าแบบแยกค่าใช้จ่าย
    • แบบแยกค่าใช้จ่าย คือประกันที่มีการกำหนดวงเงินแยกค่าใช้จ่าย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถคำนวณค่าใช้ต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ค่าห้องพยาบาลให้สอดคล้องกับโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษาบ่อย ฯลฯ เพื่อให้สามารถเลือกแบบประกันที่ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้จริงได้ค่ะ

    โดยปกติประกันสุขภาพสำหรับเด็กมักทำได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดขึ้นไปค่ะ และในส่วนของการเลือกทำประกันในช่วงไหนนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคุณพ่อคุณแม่ว่าควรทำตอนไหนโดยอาจดูจากความเสี่ยงต่างๆที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของลูก แอดมินขอแนะนำให้ทำในช่วงที่ลูกมีสุขภาพแข็งแรงค่ะเพราะทำได้ง่ายกว่าในตอนที่มีประวัติการเกิดโรคต่างๆแล้วค่ะ และสิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกทำประกันคือควรเลือกเบี้ยประกันที่สอดคล้องกับการเงินด้วยค่ะ